วิธีการให้อาหารสายยาง มีกี่วิธี?การให้อาหารทางสายยาง (Tube Feeding) ในปัจจุบัน หากแบ่งตาม "กลไกและวิธีการปล่อยอาหาร" เข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยตามหลักมาตรฐานสากล จะแบ่งออกเป็น 3 วิธีหลัก ครับ ซึ่งแต่ละวิธีจะเลือกใช้ตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย ระบบการย่อยอาหาร และไลฟ์สไตล์ความสะดวกของผู้ดูแลครับ
เรามาดูกันครับว่ามีวิธีไหนบ้าง และแต่ละวิธีเหมาะกับใคร:
1. การให้แบบเป็นมื้อๆ โดยใช้แรงโน้มถ่วง (Intermittent / Gravity Feeding)
วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Care) ครับ โดยเป็นการให้อาหารเป็นมื้อๆ (เช่น วันละ 4 มื้อ เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน) ปริมาณมื้อละประมาณ 200–400 cc เลียนแบบการทานอาหารแบบคนปกติ
วิธีการ: ผู้ดูแลจะเทอาหารเหลว (หรือสูตรซุปอกไก่ปั่น) ใส่ในกระบอกไซริงค์ (Syringe) ที่ถอดแกนลูกสูบออกแล้ว หรือเทใส่ถุงให้อาหาร แล้วยกให้สูงกว่าระดับอกผู้ป่วยประมาณ 1 ฟุต (30 ซม.) ปล่อยให้อาหารค่อยๆ ไหลลงกระเพาะช้าๆ ตามแรงโน้มถ่วง โดยใช้เวลาประมาณ 20–30 นาทีต่อมื้อ
กฎเหล็ก: ห้ามใช้ลูกสูบ (Plunger) ดันอัดอาหารลงไปเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผู้ป่วยจุกแน่น ท้องอืด และอาเจียนสำลักได้ครับ
เหมาะสำหรับ: ผู้ป่วยทั่วไปที่ระบบการย่อยและการดูดซึมของกระเพาะอาหารยังทำงานได้ดี ไม่มีความผิดปกติรุนแรง และผู้ดูแลมีเวลามานั่งเฝ้าป้อนตามมื้อ
2. การให้แบบหยดช้าๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน (Continuous Feeding)
วิธีนี้จะเป็นการให้อาหารในปริมาณทีละน้อยๆ แต่ให้ไหลหยดเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง (เช่น หยดติดต่อกัน 8–24 ชั่วโมง)
วิธีการ: ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ เช่น ถุงให้อาหาร (Feeding Bag) ต่อเข้ากับสายน้ำเกลือแล้วปรับวาล์วให้หยดช้าๆ หรือใช้ร่วมกับ เครื่องควบคุมการให้อาหารเหลว (Enteral Feeding Pump) เพื่อตั้งค่าให้เครื่องจ่ายอาหารในอัตราความเร็วที่คงเป๊ะๆ เช่น 50 cc ต่อชั่วโมง
เหมาะสำหรับ: * ผู้ป่วยวิกฤต หรือผู้ป่วยที่มีระบบการย่อยอาหารอ่อนแอมาก หากให้อาหารเป็นมื้อใหญ่ๆ ร่างกายจะไม่ย่อย ท้องอืด และอาเจียน
ผู้ป่วยที่ค้างกระเพาะบ่อย (High Gastric Residuals)
ผู้ป่วยที่ใส่สายยางเจาะทะลุหน้าท้องลงสู่ ลำไส้เล็กโดยตรง (J-Tube) ซึ่งลำไส้เล็กจะไม่มีกระเพาะคอยกักเก็บอาหาร จึงต้องรับอาหารแบบหยดทีละนิดตลอดทั้งวันเพื่อป้องกันการท้องเสียรุนแรง (Dumping Syndrome)
3. การให้แบบแกนดันปริมาณมากอย่างรวดเร็ว (Bolus Feeding)
วิธีนี้มีความคล้ายกับการให้แบบเป็นมื้อๆ (วิธีที่ 1) แต่มีความแตกต่างตรงเรื่องของ ความเร็ว และอุปกรณ์ครับ
วิธีการ: ผู้ดูแลจะต่อกระบอกไซริงค์ที่มีแกนลูกสูบเข้ากับสายยาง จากนั้นเทอาหารแล้วใช้แกนลูกสูบ (Plunger) ค่อยๆ ดันอาหารเข้าไปในสายยางด้วยมือ โดยจะให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 5–10 นาที
ข้อควรระวังสูงมาก: วิธีนี้ทางการแพทย์ค่อนข้างหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็น และ ไม่แนะนำให้ผู้ดูแลทั่วไปทำเองที่บ้าน เพราะการใช้แรงมือดันอาหารเข้ากระเพาะเร็วเกินไป จะกระตุ้นให้ผู้ป่วยแน่นท้อง ท้องอืด ผนังกระเพาะขยายตัวเร็วผิดปกติ จนเสี่ยงต่อการอาเจียนพุ่งย้อนกลับและสำลักเข้าปอดซึ่งอันตรายถึงชีวิตครับ
เหมาะสำหรับ: ใช้ในกรณีฉุกเฉิน หรือใช้โดยพยาบาลวิชาชีพในสถานพยาบาลที่ต้องการให้อาหารเหลวหรือน้ำในปริมาณที่กำหนดอย่างรวดเร็ว และมั่นใจว่าผู้ป่วยไม่มีภาวะเสี่ยงต่อการสำลักครับ