แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 70
31
จัดฟันบางนา: อาหารว่าง ที่ดีต่อสุขภาพช่องปากของเด็กๆ

สุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม เพราะฟันของเด็กนั้น ส่งผลต่อการขึ้นของฟันแท้ หากฟันมีปัญหาตั้งแต่ยังเป็นฟันน้ำนม อาจจะส่งผลให้การขึ้นของฟันแท้มีปัญหาได้ ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานของท่านไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลง และจะได้แก้ไขได้ทันเวลา ในวัยเด็กนั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เด็กในวัยนี้มักจะชอบรับประทานของหวาน เช่น ลูกอม ช็อกโกแลต หรือขนมหวานที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจำนวนมาก

ซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็คือของหวานเหล่านี้ เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ และปัญหาฟันอื่นๆตามมา ในเรื่องของพฤติกรรมหรือของที่เด็กชื่นชอบ พ่อแม่ควรจัดให้ในปริมาณที่เหมาะสมกับลูกน้อย หรืออาจจะใช้ของว่างอื่นๆทดแทนขนมหวาน ซึ่งนอกจากจะดีต่อสุขภาพช่องปากและฟันแล้ว ยังดีต่อสุขภาพของลูกๆอีกด้วย สำหรับวันนี้เราจะมาแนะนำอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพฟันของเด็กๆ เพื่อเป็นแนวทางให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารว่างให้เด็กๆ ได้

สำหรับอาหารของเด็กๆในวัยนี้ ควรที่จะมีส่วนในการช่วยป้องกันการเกิดโรคฟันผุได้เป็นอย่างดี เศษอาหารที่ตกค้างอยู่บนรูและร่องฟันในด้านบดเคี้ยว หรือตามซอกฟันที่จะมีผลให้เกิดโรคฟันผุได้ ได้แก่ อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล โดยเฉพาะอาหารที่มีความหนืดหรือเหนียว และสามารถติดฟันได้นาน ๆ เป็นการให้โอกาสแก่เชื้อจุลินทรีย์ในปาก ใช้อาหารเหล่านี้ในการเจริญเติบโต และสร้างเป็นกรดทำลายฟัน นอกจากนี้ร่างกายของเด็กมีความต้องการอาหารประเภท โปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ และอาหาร ประเภทแร่ธาตุ เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อใช้ในการเสริมสร้างความเจริญของร่างกายเป็นพิเศษ โดยอาหารประเภทนี้ แม้บางชนิดจะมีความเหนียว เช่น เนื้อ ผักบางชนิด

แต่อาหารเหล่านี้ เชื้อจุลินทรีย์ในปากไม่สามารถใช้ในการเจริญและสร้างกรดให้เกิดโรคฟันผุได้ สำหรับอาหารที่ดีต่อสุขภาพฟัน ได้แก่ นม เพราะอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ไม่ใช่แค่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แต่ยังช่วยป้องกันเคลือบฟัน ทำหน้าที่ผลิตแร่ธาตุที่ดีต่อสุขภาพฟันมาทดแทนส่วนที่ถูกแบคทีเรียทำลายไปอีกด้วย ต่อมาคือ ชีส นอกจากจะมีแคลเซียมสูงแล้ว แบคทีเรียบางชนิดอย่างโปรไบโอติคที่อยู่ในชีสยังช่วยยับยั้งแบคทีเรียป้องกันฟันผุ นอกจากนี้ ปลา ที่ประกอบด้วยโอเมก้า-3 ในน้ำมันปลา จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคปริทันต์ หรือรำมะนาดได้ ยิ่งกว่านั้นปลาทะเลเขตหนาวอย่างปลาทูน่าและแซลมอนยังเป็นแหล่งของวิตามินดี และไขมันที่ดีต่อร่างกาย

สำหรับผลไม้ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำไปให้ลูกน้อยรับประทานเพื่อเป็นเมนูอาหารว่าง ทางคลินิกแนะนำก็คือ แอปเปิ้ล เพราะแอปเปิ้ล มีฉายาว่า ยาสีฟันธรรมชาติ ช่วยลดการสร้างแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ การเคี้ยวแอปเปิ้ลยังช่วยลดความเป็นกรดในช่องปาก และช่วยขจัดสิ่งสกปรก และเศษอาหารที่ตกค้างได้อย่างดี หรือจะเลือกรับประทาน แครนเบอร์รี่ เพราะในแครนเบอร์รี่มีสารที่ช่วยลดแบคทีเรียที่เกาะอยู่ที่ฟัน และสารที่เกิดจากจุลินทรีย์ที่เคลือบร่องฟันและโคนฟัน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคฟันผุและโรคเกี่ยวกับเหงือก หรือจะเลือกธัญพืชอย่างลูกเกด ให้เป็นอาหารว่างสำหรับเด็กๆ ถึงแม้ว่าจะมีรสหวาน แต่ในลูกเกดมีสารบางอย่างที่ช่วยป้องกันแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุของฟันผุ และโรคเกี่ยวกับเหงือก นอกจากนี้ลูกเกดยังไม่มีน้ำตาลซูโครสที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักของโรคในช่องปากอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางคลินิกเราอยากให้ทุกคนหันมาดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน รวมไปถึงสุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก ที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรที่จะมองข้าม ทางคลินิกเรามีบริการทางด้านทันตกรรมอย่างครบวงจร เพื่อรองรับการเข้ามารับบริการของทุกคน เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี

32
หมอออนไลน์: ไข้หวัดใหญ่ (Influenza/Flu)

ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย พบได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีอุบัติการณ์สูงในช่วงฤดูฝน (มิถุนายนถึงตุลาคม) และฤดูหนาว (มกราคมถึงมีนาคม) บางปีอาจพบมีการระบาดใหญ่

พบเป็นสาเหตุอันดับแรก ๆ ของอาการไข้ที่เกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับการปวดเมื่อยตามตัวที่พบในคนทั่วไป

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) เชื้อนี้จัดอยู่ในกลุ่มไวรัสที่เรียกว่า orthomyxovirus
ไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ เอ บี และ ซี

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ มักก่อให้เกิดอาการรุนแรง อาจพบระบาดได้กว้างขวาง และสามารถกลายพันธุ์แตกแขนงเป็นสายพันธุ์ย่อย ๆ ได้ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดบี ก่อความรุนแรงและการระบาดของโรคได้น้อยกว่าเอ สามารถกลายพันธุ์ได้แต่ไม่มากเท่าชนิดเอ ส่วนไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดซี มักก่อให้เกิดอาการเพียงเล็กน้อยและไม่ค่อยพบระบาด

 ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สามารถพบได้ทั้งในคนและสัตว์ (ส่วนอีก 2 ชนิดพบเฉพาะในคนเท่านั้น) แบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อย ๆ โดยมีชื่อเรียกตามชนิดของโปรตีนที่พบบนผิวของเชื้อไวรัส โปรตีนดังกล่าวมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ ฮีแม็กกลูตินิน (hemagglutinin เรียกย่อว่า H) ซึ่งมีอยู่ 16 ชนิดย่อย และนิวรามินิเดส (neuraminidase เรียกย่อว่า N) ซึ่งมีอยู่ 9 ชนิดย่อย ในการกำหนดชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ จึงใช้ตัวอักษร H ควบกับ N โดยมีตัวเลขกำกับท้ายตัวอักษรแต่ละตัว ตามชนิดของโปรตีน เช่น

    ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 (สายพันธุ์เก่า) เป็นต้นเหตุของการระบาดใหญ่ทั่วโลกในปี พ.ศ. 2461-2462 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนราว 20-40 ล้านคน เนื่องจากมีต้นตอจากสเปน จึงมีชื่อว่า ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish flu) และกลับมาระบาดใหญ่อีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2520 เนื่องจากมีต้นตอจากรัสเซียจึงเรียกว่า ไข้หวัดใหญ่รัสเซีย

ในปี พ.ศ. 2552 มีการระบาดใหญ่ทั่วโลกของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 สายพันธุ์ใหม่ (สายพันธุ์ 2009)* ซึ่งมีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์เก่า มีต้นตอจากประเทศเม็กซิโก**

    ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H2N2 เป็นต้นเหตุการระบาดของไข้หวัดใหญ่เอเชีย ในปี พ.ศ.2500-2501 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนราว 1 ล้านคน
    ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 เป็นต้นเหตุการระบาดของไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง ในปี พ.ศ.2511-2512 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนราว 7 แสนคน
    ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H5N1 เป็นต้นเหตุของไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีก หรือไข้หวัดนก

วิธีการแพร่เชื้อ เชื้อไข้หวัดใหญ่จะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด หรือโดยการสัมผัสถูกมือ สิ่งของเครื่องใช้ หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อ แบบเดียวกับไข้หวัด

นอกจากนี้ เชื้อไข้หวัดใหญ่ยังสามารถแพร่กระจายทางอากาศ (airborne transmission) กล่าวคือ เชื้อจะติดอยู่ในฝอยละอองขนาดเล็ก (ขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน) เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เชื้อสามารถกระจายออกไประยะไกลและแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นาน เมื่อคนอื่นสูดเอาอากาศที่มีฝอยละอองนี้เข้าไปโดยไม่จำเป็นต้องไอหรือจามรดใส่กันตรง ๆ ก็สามารถติดโรคได้ ดังนั้น โรคนี้จึงสามารถระบาดได้รวดเร็ว
ระยะฟักตัว 1-4 วัน (ส่วนน้อยอาจนานเกิน 7 วัน)

*เป็นสายพันธุ์ H1N1 ที่กลายพันธุ์ ประกอบด้วยสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบในหมู สัตว์ปีกและคน
**เชื้อสามารถแพร่กระจายตั้งแต่ 1 วัน ก่อนมีอาการ แพร่ได้มากสุดใน 3 วันแรกของการเจ็บป่วย และอาจแพร่ได้ถึงวันที่ 7 ของการเจ็บป่วย

อาการ

มักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดด้วยอาการไข้สูง หนาว ๆ ร้อน ๆ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก (โดยเฉพาะที่กระเบนเหน็บ ต้นแขนต้นขา) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ขมในคอ อาจมีอาการเจ็บในคอ คัดจมูก น้ำมูกใส ไอแห้ง ๆ จุกแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน

แต่บางรายก็อาจไม่มีอาการคัดจมูก หรือเป็นหวัดเลยก็ได้ มีข้อสังเกตว่า ไข้หวัดใหญ่มักเป็นหวัดน้อย แต่ไข้หวัดน้อยมักเป็นหวัดมาก

อาการไข้จะเป็นอยู่ประมาณ 1-7 วัน (ที่พบบ่อยคือ 3-5 วัน)

อาการไอ และอ่อนเพลีย อาจเป็นอยู่ 1-4 สัปดาห์ แม้ว่าอาการอื่น ๆ จะทุเลาแล้วก็ตาม

บางรายเมื่อหายจากไข้หวัดใหญ่แล้วอาจมีอาการบ้านหมุน เนื่องจากอาการอักเสบของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน

ในรายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการแสดงของภาวะแทรกซ้อน เช่น มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว ปวดหู หูอื้อ หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อน

ส่วนมากจะหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ส่วนน้อยอาจมีภาวะแทรกซ้อน ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นในอักเสบ หลอดลมอักเสบ หลอดลมพอง

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ปอดอักเสบ ซึ่งมักจะเกิดจากแบคทีเรียพวกนิวโมค็อกคัส หรือสแตฟีโลค็อกคัส (เชื้อชนิดหลังนี้ มักจะทำให้เป็นปอดอักเสบร้ายแรงถึงตายได้) บางรายก็อาจจะเกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่

นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) สมองอักเสบ หลอดเลือดดำอักเสบร่วมกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (thrombophlebitis) เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง (เช่น ปอดอักเสบ) มักจะเกิดในผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก (ต่ำกว่า 2 ปี), ผู้สูงอายุ (มากกว่า 60 ปี), หญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดไม่เกิน 14 วัน, คนอ้วน (มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กก./เมตร2), เด็กที่มีพัฒนาการช้าหรือมีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง, ผู้ที่เป็นเบาหวาน มะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง หรือโรคไตเรื้อรัง, ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก

มักตรวจพบไข้ 38.5-40 องศาเซลเซียส หน้าแดง เปลือกตาแดง อาจมีน้ำมูกใส คอแดงเล็กน้อยหรือไม่แดงเลย (ทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บคอ)

ส่วนมากมักตรวจไม่พบอาการผิดปกติอื่น ๆ ยกเว้นในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน ก็อาจตรวจพบอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น แพทย์ทำการฟังปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation) ในผู้ที่เป็นปอดอักเสบ เสียงอึ๊ด (rhonchi) ในผู้ที่เป็นหลอดลมอักเสบ เป็นต้น

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคนี้ให้แน่ชัดด้วยการตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในน้ำมูก หรือเสมหะในจมูกหรือคอหอย

ในรายที่จำเป็นต้องทำการวินิจฉัยโรคนี้ให้แน่ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง จะทำการตรวจพิเศษ เช่น ตรวจเลือด ตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จากสารคัดหลั่งที่จมูกหรือในลำคอ ซึ่งเก็บตัวอย่างโดยการใช้ไม้ป้ายจมูก/คอ (nasal/throat swab)

การรักษาโดยแพทย์

1. สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (มีอาการหายใจหอบ หรือเจ็บหน้าอกมาก), ค่าระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 95%, กินได้น้อยจนมีภาวะขาดน้ำ, ซึมมากหรือมีอาการทางระบบประสาท เป็นต้น แพทย์จะรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล

2. ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เพื่อลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะให้ยาต้านไวรัส-โอเซลทามีเวียร์ทุกรายในทุกระยะของโรค รวมทั้งผู้ที่มีอาการมานานกว่า 48 ชั่วโมง ถ้าหลังให้ยารักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 48 ชั่วโมง หรือมีอาการรุนแรงขึ้น แพทย์จะรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล

3. สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง (ยังกินอาหาร ดื่มน้ำ และเดินเหินได้เป็นปกติ) ซึ่งมักหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะให้การรักษาดังนี้

    ให้ยาบรรเทาตามอาการ เช่น พาราเซตามอลบรรเทาไข้ ยาแก้ไอ
    ในรายที่มีอาการไข้มานานไม่เกิน 48 ชั่วโมง (โดยแพทย์ตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ หรือวินิจฉัยจากอาการและจากประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่) แพทย์จะพิจารณาให้ยาโอเซลทามีเวียร์เพื่อขจัดเชื้อไวรัส ช่วยให้อาการหายเร็วขึ้น แต่ถ้ามีอาการนานเกิน 48 ชั่วโมง ก็จะให้ยาบรรเทาตามอาการเท่านั้น เพราะการให้ยาต้านไวรัสไม่ได้ช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น
    ในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ (มีอาการปวดหัวคิ้วหรือโหนกแก้ม) หูชั้นกลางอักเสบ (มีอาการปวดหู หูอื้อ) เป็นต้น แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ (โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากโรคนี้เกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะซึ่งใช้ขจัดเชื้อแบคทีเรีย นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังอาจเกิดโทษจากผลข้างเคียงของยาได้อีกด้วย)
    ถ้ามีไข้เกิน 4 วัน หรือหลังให้ยาต้านไวรัสแล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 48 ชั่วโมง หรือมีอาการเจ็บหน้าอกมาก หอบหรือหายใจเร็ว* หรือสงสัยปอดอักเสบ โดยเฉพาะถ้าพบในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ เป็นต้น ถ้าพบว่าเป็นปอดอักเสบก็ให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่ตรวจพบ และรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล

4. ถ้าสงสัยเป็นโรคอุบัติใหม่ (เช่น โรคโควิด-19 ไข้หวัดนก) แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ถ้าเป็นจริงก็ให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ บางกรณีอาจต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล

ผลการรักษา ส่วนใหญ่ให้การรักษาตามอาการ หรือให้ยาต้านไวรัสสำหรับกลุ่มเสี่ยง มักหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนน้อยที่อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งเมื่อให้ยาปฏิชีวนะรักษาก็หายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ มีน้อยรายที่อาจเป็นปอดอักเสบ หรือมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

*มีเกณฑ์ที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยมีอาการหอบหรือหายใจเร็ว ดังนี้ เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที, 2 เดือน-1 ปี มากกว่า 50 ครั้งต่อนาที, 1-5 ปี มากกว่า 40 ครั้งต่อนาที, > 5 ปี มากกว่า 30 ครั้งต่อนาที, เด็กโตและผู้ใหญ่มากกว่า 24 ครั้งต่อนาที

การดูแลตนเอง

ผู้ที่มีอาการไข้หรือไข้หวัด แต่มีไข้สูง เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัวมาก ต้องนอนพัก หรือมีคนข้างเคียงเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือสงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดนก ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

เมื่อตรวจพบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรดูแลรักษา ปฏิบัติตัว และติดตามการรักษาตามที่แพทย์แนะนำ ดังนี้

    นอนพักมาก ๆ ห้ามตรากตรำงานหนัก
    ห้ามอาบน้ำเย็น
    ดื่มน้ำมาก ๆ
    ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง
    กินอาหารอ่อน (ข้าวต้ม โจ๊ก) ดื่มนม น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้มาก ๆ
    ดูแลรักษาและใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำ

ควรกลับไปพบแพทย์ เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

    มีไข้เกิน 4 วัน ไข้สูงตลอดเวลา หรือมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
    มีน้ำมูกหรือเสมหะสีเหลืองหรือเขียว
    มีอาการปวดไซนัส (บริเวณโหนกแก้ม หรือหัวคิ้ว) หรือปวดหู หูอื้อ
    เจ็บหน้าอกมาก หรือหายใจหอบเหนื่อย
    เบื่ออาหาร ดื่มน้ำได้น้อย อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดินมาก หรือตาเหลืองตัวเหลือง
    มีจุดแดงจ้ำเขียวตามตัว หรือมีเลือดออก หรือสงสัยเป็นไข้เลือดออก
    หลังกินยา มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ
    มีความวิตกกังวล

การป้องกัน

1. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ 3-4 สายพันธุ์ที่พบบ่อยในบ้านเรา ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (H1N1 และ H3N2) และชนิดบี 1-2 สายพันธุ์ มักจะฉีดในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของเชื้อเหล่านี้

โดยทั่วไป ถ้าไม่มีการระบาดก็ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่คนทั่วไป ยกเว้นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่จะเดินทางไปในถิ่นที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่มีกิจกรรมจำเป็นที่ไม่อาจจะหยุดงานได้ (เช่น ตำรวจ นักแสดง นักกีฬา นักเดินทาง) ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปีที่ต้องกินแอสไพรินเป็นประจำ

การฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง สามารถป้องกันได้นาน 1 ปี ถ้าจำเป็นควรฉีดปีละครั้งในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน

2. หมั่นดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าตรากตรำงานหนักเกินไป ระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป โดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเย็น

3. ในช่วงที่มีการระบาดของโรคนี้ หรือมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรปฏิบัติดังนี้

    หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด เช่น สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า งานมหรสพ ห้องประชุม โรงพยาบาล เป็นต้น ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย
    อยู่ห่างจากผู้ที่มีไข้ ไอ จาม หรือน้ำมูกไหล มากกว่า 1-2 เมตร
    หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่นาน 20 วินาที แล้วใช้กระดาษเช็ดให้แห้ง หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์ เจลแอลกอฮอล์ หรือสเปรย์แอลกอฮอล์ (ที่มีแอลกอฮอล์เข้มข้นมากกว่าร้อยละ 70) แล้วปล่อยให้ระเหยแห้งเอง โดยไม่ต้องใช้กระดาษเช็ด
    หลีกเลี่ยงการใช้มือจับตามใบหน้า ขยี้ตา แคะไชจมูก ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ควรล้างมือให้สะอาดเสียก่อน
    อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วย ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือชโลมมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
    อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ เครื่องใช้ โทรศัพท์ ของเล่น เป็นต้น) ร่วมกับผู้ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมือผู้ป่วย
    ผู้ป่วยควรแยกตัวออกห่างจากผู้อื่น เวลาเข้าไปในที่ที่มีคนอยู่กันมาก ๆ ควรสวมหน้ากากอนามัย อย่านอนปะปนหรือคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชู หรือใช้ข้อศอกปิดปากและจมูก

ข้อแนะนำ

1. สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง ส่วนมากให้การดูแลรักษาตามอาการ ไข้มักหายได้เองภายใน 3-5 วัน หรือไม่เกิน 7 วัน ข้อสำคัญต้องนอนพัก ดื่มน้ำมาก ๆ และห้ามอาบน้ำเย็น ถ้าไข้ลดลงแล้วควรอาบน้ำอุ่นอีก 3-5 วัน

ผู้ป่วยบางรายหลังจากหายตัวร้อนแล้ว อาจมีอาการไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อยเป็นสีขาวอยู่เรื่อย ๆ อาจนานถึง 7-8 สัปดาห์ เนื่องจากเยื่อบุทางเดินหายใจถูกทำลายชั่วคราว ทำให้ไวต่อสิ่งระคายเคือง (เช่น ฝุ่น ควัน) ให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ จะค่อย ๆ ทุเลาไปได้เอง

สำหรับผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ที่สำคัญได้แก่ ปอดอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้

2. อาการไข้สูงและปวดเมื่อย โดยไม่มีอาการอื่น ๆ ชัดเจน อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ในระยะเริ่มแรกก็ได้ เช่น ไทฟอยด์ สครับไทฟัส ตับอักเสบจากไวรัส ไข้เลือดออก หัด มาลาเรีย เล็ปโตสไปโรซิส เป็นต้น จึงควรสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอาการอื่น ๆ ปรากฏให้เห็น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจรักษาที่เหมาะสม

3. ผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่มักมีไข้ไม่เกิน 7 วัน ผู้ป่วยที่สงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่หากมีไข้เกิน 7 วัน แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุจากโรคอื่น เช่น ไทฟอยด์ สครับไทฟัส มาลาเรีย วัณโรคปอด เป็นต้น (ตรวจอาการไข้ และไข้ร่วมกับน้ำมูกหรือไอ ประกอบ)

4. ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ บางครั้งอาจมีอาการคล้ายกันมาก แต่ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูง ปวดเมื่อยมาก นอนซม เบื่ออาหาร หากสงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

5. ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 หรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโรคนี้ หากมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ (เช่น ไข้ เจ็บคอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล ไอ ท้องเดิน หายใจเหนื่อยหอบ) หรือทำการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแอนติเจน (ATK) ด้วยตนเองให้ผลเป็นบวก ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

33
“สร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน” สไตล์ครูแมกซ์

จุดเริ่มต้นเพียงแค่ไม่มีใจรักการเป็นลูกน้อง และไม่ชอบการทำงานในองค์กร บวกกับมีความตั้งใจที่ว่า อยากฝึกทักษะการทำอาหารไว้ทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานตอนท่านแก่
พร้อมกับคำพูดของคุณแม่ที่ชอบบอกว่า “การขายของมันได้จับเงินทุกวัน” นั่นคือจุดตัดสินใจ

ครูแมกซ์
จุดเริ่มต้นง่ายๆก็เริ่มจากการเรียนรู้จากคุณแม่ของครูแมกซ์เอง ท่านเป็นคนทำอาหารไทยอร่อย และเคยเปิดร้านอาหารมาก่อนตอนครูแมกซ์เด็กๆ
โดยใช้การถาม สังเกตอย่างละเอียด และฝึกชิมรสชาติของอาหารที่แท้จริง (เพราะคุณแม่ไม่เคยชั่งตวงวัดแม่บอกชิมให้เป็นไม่ต้องมาถามสูตร555)
ร่วมกับการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ยูทูป ดูทุกวันตลอดระยะเวลา 8-10ปี พร้อมกับการซื้อวัตถุดิบมาลงมือทำจริง ชิมจริง ทำให้คคุณแม่ทานจริง

ครูแมกซ์
จนถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่า…จะทำอาหารเพื่อสร้างรายได้เริ่มง่ายๆจากครัวที่บ้าน
จากประสบการณ์ตลอดระยะเวลา15ปี ที่ครูแมกซ์มีรายได้จากอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการยืนขายสลัดริมถนนหน้าตึกชาญอิสะ2 เปิดรับออเดอร์ลุกค้าในหมู่บ้าน การพรีออเดอร์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งการออกบูทตามห้างดังต่างๆ

ทั้งหมดนี้ผ่านการทำจริง ได้ผลลัพธ์จริงมาทั้งหมดแล้วด้วยตัวครูแมกซ์เองคนเดียว (แบบไม่เลือกการมีลูกน้อง)

จึงมั่นใจมากว่าจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ครูแมกซ์สั่งสมมาตลอดจนถึงวันนี้

ไข่เจียว
ครูแมกซ์ได้พิสูจน์แล้วว่า…การสร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน “มันทำได้จริง”
ครูแมกซ์ก็พร้อมที่จะถ่ายทอดทุกสูตรลัด แบไต๋ทุกเคล็ดลับให้คุณแบบหมดเปลือก!!  !!ความตั้งใจนั้นมันก็ได้เกิด”ผลลัพธ์”กับลูกศิษย์ครูแมกซ์เรียบร้อยแล้ว

📌น้องมิ้นท์ นักเรียนคอร์สไพรเวทจับมือทำรอบสด
ลาออกจากงานประจำเพื่อมาเปิดร้านขายอาหาร หลังจากเรียนกับครูแมกซ์ไปเพียงแค่3วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับพรีออเดอร์จากอาพาร์ทเมนต์ (โดยมีครูแมกซ์เป็นที่ปรึกษาตลอด1เดือนเต็ม) เริ่มจากเมนูง่ายๆที่ครูแมกซ์เลือกให้เป็นเมนูประจำร้าน คือ “เมนูไข่ฟูหมูฉ่ำนัว”

‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ 68
สรุปได้ยอดขาย 60,000 บาท (ทำด้วยตัวคนเดียว)

📌น้องเติ๊ด นักเรียนคอร์สออนไลน์
เป็นพนักงานประจำหัวหน้าแผนกHR อยากหาอาชีพเสริมเพื่อวางแผนลาออกจากงานประจำ หลังจากเรียนคอร์สครูแมกซ์ภายใน 7 วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับออเดอร์ที่คอนโด เริ่มจากเมนูง่ายๆที่เรียนจากคอร์สสูตรกะเพรา กับ คอร์ส10เมนูไข่ทำง่ายรายได้ปัง เมนูประจำร้าน คือ “เมนูข้าวไข่เจียว ไข่ข้น”
‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายได้มากกว่าเงินเดือนประจำเป็นที่เรียนร้อยแล้ว พร้อมกับยื่นใบลาออก (แต่นายยังไม่อนุมัติ)


สนใจติดต่อสอบถามข้อมูล
ไลน์ ID  :  @krumax
Page FB : https://web.facebook.com/profile.php?id=61569480015186
เว็บไซด์ : https://krumax.net/krumaxcourse/
เบอร์โทร : 081-413-4479


34
หมอประจำบ้าน: โรคติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนัง (Bacterial Skin Infections)

โรคติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนัง (Bacterial Skin Infections) เกิดขึ้นเมื่อเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังผ่านรอยแตก รอยบาด หรือรูขุมขน ทำให้เกิดการอักเสบและการติดเชื้อ โดยเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุดคือ Staphylococcus (Staph) และ Streptococcus (Strep)
ความรุนแรงของโรคมีตั้งแต่การติดเชื้อที่ผิวหนังชั้นบนที่รักษาได้ง่าย ไปจนถึงการติดเชื้อลึกและรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ชนิดและการแสดงอาการที่สำคัญ

ชนิดของโรค                                                          ลักษณะอาการเด่น                                     ระดับการติดเชื้อ

1. แผลพุพอง (Impetigo)   ตุ่มน้ำเล็ก ๆ หรือตุ่มหนองที่แตกออกง่าย แล้วกลายเป็นสะเก็ดสีเหลืองน้ำตาลคล้าย น้ำผึ้ง (Honey-colored crust) มักพบบริเวณใบหน้า รอบปาก จมูก และแขนขา เป็นโรคติดต่อได้ง่าย   ผิวหนังชั้นนอกสุด (Epidermis)

2. รูขุมขนอักเสบ (Folliculitis)   ตุ่มแดงเล็ก ๆ หรือตุ่มหนองคล้ายสิวเกิดขึ้นรอบ ๆ รูขุมขน อาจคันหรือเจ็บปวดเล็กน้อย   รูขุมขน

3. ฝี (Furuncle หรือ Boil)   ก้อนนูนแดง, เจ็บปวดมาก, ร้อน, และมีหนองสะสมอยู่ภายใน มักเกิดจากรูขุมขนอักเสบลุกลาม   ชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง

4. ฝีฝักบัว (Carbuncle)   ฝีหลายหัวเชื่อมต่อกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่และลึกกว่าฝีธรรมดา มีหนองไหลออกหลายรู   ชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง

5. ไฟลามทุ่ง (Erysipelas)   ผิวหนังบวมแดงเป็นปื้น, ร้อน, เจ็บปวดมาก มีขอบเขตชัดเจนและยกนูน มักมีไข้และอาการคล้ายไข้หวัดนำมาก่อน   ผิวหนังชั้นบน (Dermis)

6. เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอักเสบ (Cellulitis)   ผิวหนังบวมแดงเป็นบริเวณกว้าง, ร้อน, เจ็บปวดรุนแรง ขอบเขตไม่ชัดเจนเท่าไฟลามทุ่ง อาจมีไข้ หนาวสั่น หากไม่รักษาอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดได้   เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นลึก (Dermis and Subcutaneous tissue)

7. เนื้อตายเน่า (Necrotizing Fasciitis)   เป็นภาวะที่รุนแรงที่สุด (แบคทีเรียกินเนื้อ) มีการอักเสบและเนื้อตายอย่างรวดเร็วที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังและพังผืดกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติและมีไข้สูง ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์   ชั้นลึก (Fascia และ Subcutaneous tissue)


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังตามปกติจะก่อโรคเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น:

•   รอยแยกในผิวหนัง: แบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายผ่านแผลถลอก, รอยบาด, รอยฉีกขาด, แผลถูกแมลงกัด, แผลผ่าตัด, หรือแม้แต่แผลจากโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่น โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) และเชื้อราที่เท้า (Athlete's foot)
•   ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วย HIV/AIDS, ผู้ที่รับประทานยากดภูมิ, หรือผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด
•   โรคประจำตัว: ผู้ป่วยเบาหวาน (มีโอกาสติดเชื้อสูงและแผลหายยาก), ผู้ที่มีปัญหาการไหลเวียนเลือดไม่ดี
•   สุขอนามัยที่ไม่ดี: การไม่รักษาความสะอาดผิวหนัง
•   เชื้อแบคทีเรียดื้อยา (MRSA): เชื้อ Staphylococcus aureus ชนิดที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะบางชนิด ทำให้การรักษายากขึ้นและมีความรุนแรงได้

การรักษา
การรักษาหลักคือการใช้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทั้งชนิดทาภายนอกหรือชนิดรับประทาน ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของการติดเชื้อ ในบางกรณีที่เกิดฝี (Abscess) อาจต้องมีการผ่าตัดระบายหนองร่วมด้วย

ควรปรึกษาแพทย์ทันที หากมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง, มีรอยแดงที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว, มีความเจ็บปวดอย่างรุนแรง หรือมีอาการอ่อนเพลียมาก เนื่องจากอาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อที่ลึกและอันตราย


35
จัดฟันบางนา: ระวัง 9 อันตราย ที่เกิดขึ้นจาก “คราบหินปูน”

หากว่าพูดถึง “คราบหินปูน” หลายๆคนคงมองว่าเรื่องเล็กน้อยไม่ได้น่ากลัวอะไร ใครๆเขาก็เป็นกัน จนทำให้เกิดการละเลย ปล่อยทิ้งไว้จนไม่ได้สนใจที่จะทำการรักษา ซึ่งความเชื่อเหล่านี้นั้นถือว่าผิดถนัด คราบหินปูน ที่ก่อตัวและไม่ได้รับการรักษานั้น เป็นหนึ่งในต้นเหตุของโรคร้ายในช่องปากมากมายจนท่านคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว

ซึ่งในวันนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมารู้จักกับภัยร้ายจากคราบหินปูนที่หลายๆท่านคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียวว่า คราบหินปูน ร้ายแรงขนาดนี้จริงๆ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ทำความรู้จักกับหินปูน

“หินปูน” เกิดจากเชื้อโรคต่างๆสะสมและตกตะกอน เป็นแผ่นแข็งๆ ซึ่งการแปรงฟันหรือการบ้วนปากไม่สามารถลดคราบจุลินทรีย์พวกนี้ได้ การที่จะกำจัดคราบหินปูนเหล่านี้จึงมีเพียงวิธีเดียว ให้ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญขูดออกนั่นเอง

โดยส่วนใหญ่แล้วคราบหินปูนจะเกิดขึ้นได้ทุกซี่ฟัน ไม่เว้นแม้แต่ฟันปลอม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นที่ฟันด้านใน ไม่ค่อยจะพบเจอที่ฟันด้านนอกเนื่องจากว่าเราสามารถแปรงฟันด้านนอกได้ง่ายจึงทำความสะอาดคราบหินปูนออกได้ก่อนที่จะเกาะตัวเป็นแผ่นแข็งๆ

อันตรายจาก “คราบหินปูน”

1.    ส่งผลให้มีเลือดออกขณะแปรงฟัน

อาจเนื่องมาจากว่าบางท่านคิดว่าคราบหินปูนคือเศษอาหารที่ติดตามฟันจึงอาจจะทำการลงน้ำหนักแรงส่งผลให้เลือดออกได้ หรือ คราบหินปูนอาจจะไปเกาะระหว่างฟันและเหงือกจนเกิดการกดทับส่งผลให้มีเลือดออกได้เช่นกัน


2.    เหงือกบวม

สืบเนื่องมาจากที่กล่าวมาในข้อแรก นอกจากเหงือกจะมีเลือดออกตามไรฟันแล้ว นั่นก็คือสัญญาณของเหงือกที่กำลังมีปัญหาหรือเป็นอาการเบื้องต้นของคนที่เหงือกกำลังอักเสบ หลังจากที่เริ่มมีเลือดออกอาการบวมที่รอบเหงือกก็จะตามมานั่นเอง


3.    ฟันเหลือง

จากฟันที่ขาวสะอาดหากว่าเริ่มมีคราบหินปูนมาจับจะทำให้เกิดฟันเหลืองแน่นอน เนื่องจากว่า คราบหินปูนก็คือ แคลเซียมและจุลินทรีย์ ที่เข้ามาเคลือบฟันกลายเป็นว่าฟันที่ขาวใสของท่านจะค่อยๆหม่นหมอง ไปพร้อมกับคราบหินปูนสีเหลืองขุ่นนั่นเอง


4.    มีกลิ่นปาก

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า แบคทีเรียและจุลินทรีย์ ส่งผลโดยตรงให้เกิดกลิ่นปากเหม็น ซึ่งคราบหินปูนก็คือการที่ แบคทีเรียและจุลินทรีย์ เกาะตัวสะสมจนกระทั่งกลายเป็นตะกอนแข็งๆ จึงไม่แปลกเลยที่เมื่อท่านมีคราบหินปูนเกาะโดยที่ไม่ได้ทำการรักษาจะทำให้เกิดกลิ่นปากที่รุนแรงนั่นเอง


5.    เหงือกร่น

เนื่องจากว่าคราบหินปูนมักจะไปเกาะที่ส่วนของโคนฟันติดกับเหงือก การที่มีคราบหินปูนเกาะและไม่ได้ทำการขูดออกก็จะทำให้เกิดการสะสมเพิ่มขนาดเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และก็จะทำให้ดันเหงือกที่ติดกับโคนฟันให้ลงข้างล่างส่งผลให้เกิดเหงือกร่นนั่นเอง


6.    ฟันโยก ฟันห่าง

อย่างที่ทราบกันดีว่าการที่มีคราบหินปูนสะสมจะทำให้เกิดการดันเหงือกที่ติดกับโคนฟันส่งผลให้เกิดอาการเหงือกร่น และนั่นก็คือส่วนเกี่ยวเนื่องที่ทำให้การยึดติดรากฟันเกิดปัญหาผลที่สุดก็จะทำให้ฟันโยก แถมด้วยหากว่ามีคราบหินปูนเกาะแน่นเป็นวงกว้างก็จะทำให้เกิดการดันฟันออกห่างจากกัน ส่งผลให้เกิดฟันห่างได้นั่นเอง


7.    ฟันผุ

คราบหินปูนมีส่วนผสมของเชื้อจุลินทรีย์ ที่คอยกัดกินเศษอาหารและปล่อยออกมาในรูปแบบของกรด ซึ่งกรดนี้จะไปอยู่ที่คราบหินปูนส่งผลให้เกิดการกัดกินเนื้อฟันได้รวดเร็วและง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดฟันผุตามมาได้นั่นเอง


8.    เหงือกอักเสบ

เชื้อจุลินทรีย์บางจำพวกนอกจากจะปล่อยกรดออกมากัดกินผิวฟันแล้ว ยังสามารถทำร้ายสุขภาพเหงือกได้ด้วยส่งผลให้ตรงบริเวณคราบหินปูนคือแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี เชื้อโรคเหล่านั้นก็จะเข้าไปสะสมที่เหงือกบริเวณที่เป็นคราบหินปูนทำให้เหงือกอักเสบได้อีกด้วย


9.    โรคปริทันต์

อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีว่าโรคเหงือกอักเสบหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาก็อาจจะส่งผลให้เป็นโรคปริทันต์ได้ ซึ่งถือว่าร้ายแรงมากๆสำหรับเหงือก ผลสุดท้ายก็จะทำให้คุณต้องสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติไปอย่างไม่มีวันกลับมา

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คืออันตรายจากการที่ปล่อยให้เกิดคราบหินปูนโดยที่ไม่ทำการขูดออกหรือรักษา ก็จะทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆมากมายในช่องปาก ท้ายสุดที่อยากจะบอกคือ อย่ามองว่าคราบหินปูนคือเรื่องเล็กน้อยเพราะนี่คือตัวร้ายในช่องปาก

36

“สร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน” สไตล์ครูแมกซ์

จุดเริ่มต้นเพียงแค่ไม่มีใจรักการเป็นลูกน้อง และไม่ชอบการทำงานในองค์กร บวกกับมีความตั้งใจที่ว่า อยากฝึกทักษะการทำอาหารไว้ทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานตอนท่านแก่
พร้อมกับคำพูดของคุณแม่ที่ชอบบอกว่า “การขายของมันได้จับเงินทุกวัน” นั่นคือจุดตัดสินใจ

ครูแมกซ์
จุดเริ่มต้นง่ายๆก็เริ่มจากการเรียนรู้จากคุณแม่ของครูแมกซ์เอง ท่านเป็นคนทำอาหารไทยอร่อย และเคยเปิดร้านอาหารมาก่อนตอนครูแมกซ์เด็กๆ
โดยใช้การถาม สังเกตอย่างละเอียด และฝึกชิมรสชาติของอาหารที่แท้จริง (เพราะคุณแม่ไม่เคยชั่งตวงวัดแม่บอกชิมให้เป็นไม่ต้องมาถามสูตร555)
ร่วมกับการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ยูทูป ดูทุกวันตลอดระยะเวลา 8-10ปี พร้อมกับการซื้อวัตถุดิบมาลงมือทำจริง ชิมจริง ทำให้คคุณแม่ทานจริง

ครูแมกซ์
จนถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่า…จะทำอาหารเพื่อสร้างรายได้เริ่มง่ายๆจากครัวที่บ้าน
จากประสบการณ์ตลอดระยะเวลา15ปี ที่ครูแมกซ์มีรายได้จากอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการยืนขายสลัดริมถนนหน้าตึกชาญอิสะ2 เปิดรับออเดอร์ลุกค้าในหมู่บ้าน การพรีออเดอร์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งการออกบูทตามห้างดังต่างๆ

ทั้งหมดนี้ผ่านการทำจริง ได้ผลลัพธ์จริงมาทั้งหมดแล้วด้วยตัวครูแมกซ์เองคนเดียว (แบบไม่เลือกการมีลูกน้อง)

จึงมั่นใจมากว่าจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ครูแมกซ์สั่งสมมาตลอดจนถึงวันนี้

ไข่เจียว
ครูแมกซ์ได้พิสูจน์แล้วว่า…การสร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน “มันทำได้จริง”
ครูแมกซ์ก็พร้อมที่จะถ่ายทอดทุกสูตรลัด แบไต๋ทุกเคล็ดลับให้คุณแบบหมดเปลือก!!  !!ความตั้งใจนั้นมันก็ได้เกิด”ผลลัพธ์”กับลูกศิษย์ครูแมกซ์เรียบร้อยแล้ว

📌น้องมิ้นท์ นักเรียนคอร์สไพรเวทจับมือทำรอบสด
ลาออกจากงานประจำเพื่อมาเปิดร้านขายอาหาร หลังจากเรียนกับครูแมกซ์ไปเพียงแค่3วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับพรีออเดอร์จากอาพาร์ทเมนต์ (โดยมีครูแมกซ์เป็นที่ปรึกษาตลอด1เดือนเต็ม) เริ่มจากเมนูง่ายๆที่ครูแมกซ์เลือกให้เป็นเมนูประจำร้าน คือ “เมนูไข่ฟูหมูฉ่ำนัว”

‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ 68
สรุปได้ยอดขาย 60,000 บาท (ทำด้วยตัวคนเดียว)

📌น้องเติ๊ด นักเรียนคอร์สออนไลน์
เป็นพนักงานประจำหัวหน้าแผนกHR อยากหาอาชีพเสริมเพื่อวางแผนลาออกจากงานประจำ หลังจากเรียนคอร์สครูแมกซ์ภายใน 7 วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับออเดอร์ที่คอนโด เริ่มจากเมนูง่ายๆที่เรียนจากคอร์สสูตรกะเพรา กับ คอร์ส10เมนูไข่ทำง่ายรายได้ปัง เมนูประจำร้าน คือ “เมนูข้าวไข่เจียว ไข่ข้น”
‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายได้มากกว่าเงินเดือนประจำเป็นที่เรียนร้อยแล้ว พร้อมกับยื่นใบลาออก (แต่นายยังไม่อนุมัติ)


สนใจติดต่อสอบถามข้อมูล
ไลน์ ID  :  @krumax
Page FB : https://web.facebook.com/profile.php?id=61569480015186
เว็บไซด์ : https://krumax.net/krumaxcourse/
เบอร์โทร : 081-413-4479


37
ขายอาหารเป็นอาชีพเสริม การจัดจานให้ดูสวยงามดึงดูดลูกค้าให้มาที่ร้านอาหารของคุณ ศิลปะแห่งการนำเสนออาหาร

การนำเสนออาหารการจัดวางอาหารอย่างสวยงามสร้างความคาดหวัง ความตื่นเต้นและประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าจดจำในอุตสาหกรรมอาหารที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน วิธีการจัดวางและการนำเสนออาหารของคุณสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากในการดึงดูดลูกค้าและทำให้พวกเขากลับมาอีก การจัดจานให้ดูสวยงามและน่ารับประทานถือเป็นหัวใจสำคัญ


นี่คือเคล็ดลับง่าย ๆ ในการจัดจานอาหารให้ดึงดูดใจลูกค้า:

1. เน้นสีสันและความสดใหม่ของวัตถุดิบ
เลือกสีที่ตัดกัน: ลองใช้สีของวัตถุดิบที่ตัดกัน เช่น สีเขียวของผักสดกับสีแดงของเนื้อย่าง จะทำให้อาหารดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
ผักและผลไม้ตกแต่ง: เพิ่มสีสันด้วยผักและผลไม้หั่นชิ้นเล็ก ๆ เช่น มะเขือเทศเชอร์รี พริกหวาน หรือผักชีฝรั่ง

2. สร้างความสูงและมิติ
วางอาหารซ้อนกัน: แทนที่จะวางอาหารแบน ๆ บนจาน ลองวางวัตถุดิบซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เพื่อสร้างมิติและความน่าสนใจ
ใช้เครื่องมือช่วย: ใช้พิมพ์สำหรับกดข้าวหรืออาหารให้เป็นทรงกลมหรือสี่เหลี่ยม จะช่วยให้อาหารดูเรียบร้อยและเป็นระเบียบ

3. เล่นกับพื้นที่ว่างบนจาน
เว้นพื้นที่ว่าง: ไม่จำเป็นต้องใส่อาหารจนเต็มจาน การปล่อยให้มีพื้นที่ว่างบ้างจะช่วยให้อาหารดูโดดเด่นและน่ามอง
วางอาหารในจุดที่เหมาะสม: ลองวางอาหารในตำแหน่งที่ดูสมมาตรหรือใช้หลักการ “กฎสามส่วน” (Rule of Thirds) เพื่อให้ภาพรวมดูสมดุล

4. ตกแต่งด้วยซอสและเครื่องเคียง
วาดลวดลายด้วยซอส: ใช้ซอสต่าง ๆ เช่น ซอสบัลซามิก ซอสพริก หรือซอสมะเขือเทศ วาดเป็นเส้นหรือจุดบนจานเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ
โรยเครื่องเทศและสมุนไพร: โรยพริกไทยบดใหม่ ๆ หรือสมุนไพรสับละเอียดเล็กน้อยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและทำให้จานดูสวยงามขึ้น

ทำไมการนำเสนออาหารจึงมีความสำคัญ
ความประทับใจแรกสำคัญเสมอ – ลูกค้าจะกินด้วยตาก่อนปาก อาหารจานที่ดูสดใหม่ สีสันสดใส และจัดวางอย่างสวยงามจะกระตุ้นความอยากอาหารได้ทันที
เอกลักษณ์ของแบรนด์ – รูปแบบการนำเสนอสามารถสะท้อนถึงแนวคิดของร้านอาหารของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรูหรา ร้านอาหารสบายๆ หรือร้านอาหารผสมผสานสมัยใหม่
การดึงดูดใจผ่านโซเชียลมีเดีย – ในยุคของ Instagram และ TikTok อาหารที่มีภาพน่ารับประทานจะถูกแชร์ออนไลน์ ช่วยให้ร้านอาหารของคุณได้รับการโปรโมตฟรี
ความพึงพอใจของลูกค้า – มื้ออาหารที่ดูดีและรสชาติดีจะช่วยยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารโดยรวมให้น่าจดจำมากขึ้น

หลักการสำคัญของการจัดจานอาหารให้ดูน่ารับประทาน
ความสมดุลของสีสัน – ใช้สีสันจากธรรมชาติจากวัตถุดิบสดใหม่เพื่อสร้างสีสันที่สดใส เช่น จับคู่สมุนไพรสีเขียว ผักสด และซอสเข้มข้นเพื่อความสวยงาม
การควบคุมส่วน – จานที่แบ่งส่วนอย่างเรียบร้อยจะดูสวยงามและใส่ใจในรายละเอียด หลีกเลี่ยงการดูยุ่งวุ่นวาย
ความสูงและมิติ – การจัดชั้นอาหารหรือเพิ่มความสูงด้วยเครื่องปรุงจะทำให้จานอาหารดูมีมิติและซับซ้อนมากขึ้น
การจัดวางที่สะอาด – หลีกเลี่ยงการหกเลอะและรอยเปื้อน ขอบจานที่สะอาดแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ
ตกแต่งอย่างมีจุดประสงค์ – ใช้เครื่องปรุงที่รับประทานได้ เช่น สมุนไพรสด เปลือกส้ม หรือไมโครกรีน เพื่อเพิ่มรสชาติ ไม่ใช่กลบรสชาติของอาหาร

ปัจจัยการดึงดูดลูกค้า
ร้านอาหารที่จัดวางได้อย่างสวยงามมักมีลูกค้าที่เดินเข้ามาใช้บริการและกลับมาใช้บริการซ้ำเพิ่มขึ้น ลูกค้าที่ประทับใจกับความสวยงามของอาหารมีแนวโน้มที่จะ:
ถ่ายภาพและแบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย
แนะนำร้านอาหารของคุณให้กับเพื่อนและครอบครัว
กลับมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารอีกครั้ง

การเปิดร้านอาหารไม่ได้หมายถึงแค่การทำอาหารรสเลิศเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เริ่มต้นตั้งแต่จานอาหารถูกเสิร์ฟบนโต๊ะ การให้ความสำคัญกับการจัดวางอาหารจะช่วยเปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาๆ ให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษ เปลี่ยนลูกค้าที่มาเยือนเป็นครั้งแรกให้กลายเป็นลูกค้าประจำ


38
รถรับจ้างใกล้ฉัน นครสวรรค์ บริการรถรับจ้างที่ครบครัน กระบะ หกล้อ สิบล้อ เทรลเลอร์ เฮี๊ยบ เลือกใช้ตามต้องการ

รถรับจ้างนครสวรรค์

ทุกวันนี้ รถรับจ้าง ได้กลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ตอบสนองความต้องการในหลายด้านของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านธุรกิจ การขนส่งสินค้าหรือบริการต่างๆ รถรับจ้างนครสวรรค์ สามารถทำให้การขนส่งสินค้ามีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูง การขนส่งที่รวดเร็วและตรงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากนี้ รถรับจ้างยังมีความหลากหลายในการให้บริการ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการขนย้ายบ้าน หอพัก อพาร์ทเม้น การขนส่งวัสดุก่อสร้าง ย้ายไซต์งาน หรือการจัดส่งสินค้า การมีรถรับจ้างที่เหมาะสมกับงานจะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นมากยิ่งขึ้นค่ะ

   
รถรับจ้างนครสวรรค์ ใกล้ฉัน

ในปัจจุบัน ความสะดวกสบายที่ รถรับจ้างนครสวรรค์ นำเสนอ ยังรวมถึงการเข้าถึงบริการที่ง่ายดายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเรียก รถรับจ้างนครสวรรค์ ใกล้ฉัน ได้ตามต้องการในเวลาอันรวดเร็ว การมีรถรับจ้างจึงไม่เพียงแค่ช่วยลดภาระในการขนส่ง แต่ยังเพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้บริการได้อย่างมาก นอกจากนี้ บริการรถรับจ้างนครสวรรค์ ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนซื้อรถขนส่งเอง ช่วยให้การขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปด้วยค่ะ

   
รถรับจ้างนครสวรรค์ ไปต่างจังหวัด

เนื่องจาก บริการรถรับจ้าง มีความต้องการแรงงานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถ ทีมงานขนย้าย หรือผู้ดูแลบริการ ซึ่งช่วยสร้างโอกาสในการทำงานให้กับประชาชนในท้องถิ่น ในด้านความปลอดภัย รถรับจ้างนครสวรรค์ ไปต่างจังหวัด ที่มีมาตรฐานจะมีการฝึกอบรมคนขับให้มีความชำนาญและมีความรับผิดชอบในการขนส่งสินค้า เพื่อให้การขนส่งเป็นไปอย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ การมีระบบติดตามสถานะการขนส่งผ่านเทคโนโลยี GPS ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการว่า สินค้าของพวกเขาจะถูกส่งถึงปลายทางอย่างปลอดภัยและตรงเวลาอีกด้วยค่ะ

   
รถรับจ้างนครสวรรค์

ในยุคที่การขนส่งสินค้าและการย้ายบ้านเป็นสิ่งสำคัญ ความต้องการใช้บริการรถรับจ้างก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากคุณกำลังมองหาบริการ รถรับจ้างนครสวรรค์ ที่ครบครันและตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ ไม่ว่าจะเป็น รถกระบะ รถหกล้อ รถสิบล้อ เทรลเลอร์ หรือแม้แต่รถเฮี๊ยบ รถรับจ้างนครสวรรค์ เรามีบริการที่หลากหลายให้คุณได้เลือกใช้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการขนย้ายสินค้าขนาดเล็กหรือใหญ่ การขนย้ายบ้าน หรือการขนส่งอุปกรณ์ก่อสร้าง ทุกขั้นตอนจะเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และคุ้มค่ามากที่สุดค่ะ

   
รถรับจ้างนครสวรรค์ ขนย้ายของทั่วไป

บริการรถรับจ้างนครสวรรค์ นั้นเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการขนย้ายของทั่วไป ด้วยความหลากหลายของรถรับจ้างที่ให้บริการ เช่น รถกระบะ รถหกล้อ รถสิบล้อ รถเทรลเลอร์ และรถเฮี๊ยบ ผู้ใช้บริการสามารถเลือกใช้รถที่ตรงกับความต้องการได้ตามประเภทและขนาดของของที่จะขนย้าย ข้อดีของการใช้บริการ รถรับจ้างขนย้ายของทั่วไปนครสวรรค์

    ความสะดวกสบาย : ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการขับขี่หรือการหาเส้นทาง เพียงแค่เรียกรถ ทีมงานที่มีประสบการณ์จะดูแลทุกอย่างให้คุณ
    ความปลอดภัย : รถรับจ้างที่ให้บริการมีมาตรฐานสูง มีการฝึกอบรมคนขับให้มีความชำนาญและมีความรับผิดชอบต่อการขนส่งสินค้า
    การขนส่งที่รวดเร็ว : บริการรถรับจ้างช่วยให้การขนย้ายของเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงเวลา และลดภาระในการจัดการขนส่ง
    ความยืดหยุ่น : ผู้ใช้บริการสามารถเลือกประเภทของรถและขนาดที่เหมาะสมกับปริมาณของที่จะขนย้ายได้อย่างสะดวก
    บริการที่หลากหลาย : นอกจากการขนย้ายทั่วไป ยังมีบริการเสริม เช่น การบรรจุหีบห่อ การยกของหนัก และการจัดเก็บสินค้า

การเลือกใช้บริการ รถรับจ้างนครสวรรค์ เป็นวิธีที่ดีในการทำให้การขนย้ายของเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะมีของที่จะขนย้ายเพียงไม่กี่ชิ้นหรือจำนวนมาก ก็สามารถค้นหา รถรับจ้าง ที่เหมาะสมกับความต้องการได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้การขนย้ายของคุณเป็นเรื่องง่ายและไม่มีความยุ่งยากอีกต่อไปค่ะ
ด้วยความสะดวกสบายและความหลากหลายของบริการ รถรับจ้างนครสวรรค์ จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้การขนย้ายของเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ติดต่อ รถรับจ้างนครสวรรค์ ได้

39
บริหารจัดการอาคาร: เคล็ดไม่ลับการวางตำแหน่งติดแอร์ที่ดี

แอร์หรือเครื่องปรับอากาศ ถือว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง มีหน่วยเป็น BTU สามารถปรับอุณภูมิของอากาศในสถานที่ ทำให้ที่อาศัยไม่ร้อน เย็น จนเกินไป หรือ จะรักษาสภาวะอากาศให้คงที่ และ ยิ่งบ้านเรามีอากาศที่ร้อนอบอ้าว ก็มักจะนำเครื่องปรับอากาศมาใช้เพื่อลดอุณภูมิให้เย็นลง เครื่องปรับอากาศมีทั้งแบบติดผนัง และแบบเคลื่อนที่ จะทำงานในรูปแบบการถ่ายเทความร้อน รวมไปถึงยังสามารถฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ได้ด้วย จะให้ความเย็น หรือ ระบบการใช้งานที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้สะดวกที่จะใช้แบบไหน เครื่องปรับอากาศในปัจจุบันนั้นได้วางขายอยู่มากมายหลากหลาย จนบางครั้งอาจจะเลือกไม่ถูก และ ไม่รู้ว่าซื้อแล้วจะดีไหม แต่สิ่งที่สำคัญมากอีกปัจจัยหนึ่งคือ การติดตั้งแอร์ในตำแหน่งที่เหมาะสม

เพื่อให้ความเย็นได้กระะจายไปทั่วห้องและยังไม่ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักอีกด้วย นอกจากนี้ การติดตั้งคอมเพรสเซอร์ ควรจะหาพื้นที่ติดตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ ให้อยู่ในบริเวณที่เหมาะสมด้วย  ซึ่งควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นพื้นปูน หรือ ดาดฟ้า รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับแสงแดดโดยตรง รวมทั้งมุมอับ ที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท เพราะคอมเพรสเซอร์แอร์นั้น เป็นตัวระบายความร้อน จึงควรอยู่ในที่ร่ม แนะนำว่าควรอย่างยิ่งที่จะยกสูงขึ้น เหนือพื้นที่ปกติ เพื่อให้อากาศจากคอมเพรสเซอร์ ถ่ายเทได้ดียิ่งขึ้น เมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และไม่เปลืองไฟด้วย แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการวางตำแหน่งแอร์ในบ้านให้เหมาะสม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยทำให้แอร์กระจายความเย็นไปทั่วห้อง เพื่อให้คนในบ้านรู้สึกเย็นสบายและช่วยประหยัดค่าไฟอีกด้วย

หลายบ้านประสบปัญหาในเรื่องของแอร์ไม่เย็น ซึ่งมีด้วยกันหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความสกปรกของแอร์ อุณหภูมิที่ใช้ หรือ ตำแหน่งการติดตั้งแอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการใช้งาน แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงการวางตำแหน่งของแอร์ให้เหมาะสม ซึ่งหลายคนคิดแค่ว่า วางตรงไหนที่ทำให้แอร์ตกมาที่ตัวเองมากที่สุด เพื่อให้ช่วยเย็นสบาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะการวางตำแหน่งแอร์จะมีเคล็ดลับที่ช่วยทำให้ความเย็นกระจายไปทั่วห้อง และไม่ทำให้แอร์ทำงานหนักด้วย สำหรับเคล็ดลับแรกคือ ไม่ควรติดตั้งแอร์บนศีรษะและปลายเตียง ข้อนี้สิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นตำแหน่งที่ปล่อยลมออกมาปะทะร่างกายและศีรษะโดยตรง อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพได้

สำหรับทิศทางลมจากเครื่องปรับอากาศที่สวนจากปลายเท้าขึ้นมาทางศีรษะ ลมเย็นจะพัดสวนเข้าจมูกตลอด หากเครื่องปรับอากาศไม่ได้ทำความสะอาดนานๆ อากาศที่เป่าออกจากแอร์จะมีความชื้นและเชื้อโรคตามมาด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบหายใจทำงานผิดปกติ มีโอกาสเป็นหวัดเรื้อรัง เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย อีกทั้งการติดตั้งแอร์ไว้บนหัวเตียง จะทำให้ตอนนอนรู้สึกเหมือนมีอะไรกดทับอยู่ ส่งผลให้รู้สึกไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ ตำแหน่งเหนือประตูห้อง คือจุดที่ไม่ควรติดตั้งแอร์ เพราะการเปิด-ปิด ประตูแต่ละครั้งจะทำให้ความเย็นออกจากห้องนอนได้ง่าย อุณหภูมิใกล้ประตูไม่คงที่ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศเย็นช้า ระบบเซ็นเซอร์ของเครื่องปรับอากาศทำงานหนักและเปลืองค่าไฟอีกด้วย นอกจากนี้ เครื่องทำความเย็นทุกๆ ประเภท ไม่ควรติดตั้งในจุดที่โดนแสงแดดหรือมีเครื่องทำความร้อน

โดยเฉพาะผนังบ้านทางทิศใต้และทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่รับแสงแดดเกือบตลอดทั้งวัน ไม่เพียงแค่ทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น จะทำให้ค่าไฟก็ขยับตามขึ้นด้วย หากบางห้องไม่สามารถเลี่ยงในการติดตั้งในทิศดังกล่าวได้ อาจเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศชนิดฝังฝ้าเพดานแทนได้ และทริคอีกอย่างหนึ่งคือ เราควรเลือกตำแหน่งที่กระจายลมได้ไกล โดยห้องแต่ละห้องจะมีรูปร่างและขนาดต่างกัน

วิธีการมองหาจุดติดตั้งแอร์มีหลักการใกล้เคียงกันคือ ติดตั้งมุมที่เครื่องปรับอากาศสามารถกระจายลมเย็นไปทั่วทั้งห้องได้ ไม่ติดตั้งในมุมอับ เพราะการกระจายความเย็นอาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตำแหน่งติดตั้งควรอยู่ในตำแหน่งผนังแนวยาว เพื่อให้ความเย็นที่ออกมากระจายไปทางซ้ายและขวาของห้องได้อย่างทั่วถึง และสำหรับตำแหน่งที่เหมาะสมมากที่สุดคือ ผนังด้านที่ตั้งฉากกับเตียง ให้ทิศทางลมจากตัวเครื่องพัดขวางลำตัวในเวลานอน อาจติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้ตรงบริเวณกลางเตียงหรือขยับเยื้องค่อนไปทางปลายเตียงเล็กน้อย จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้หรือระบบทางเดินหายใจได้ แถมยังช่วยทำให้เย็น หลับสบายมากที่สุด

ทั้งนี้เราอยากให้ทุกคนได้เลือกเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่เหมาะสม ทางเรามีบริการทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ ระบบการจัดการอาคารหรือระบบทำความเย็นภายในอาคาร เพื่อที่จะได้สามารถใช้งานเครื่องปรับอากาศในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราถือว่า ระบบปรับอากาศและหมุนเวียนอากาศเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะใช้ชีวิตในภายในอาคาร นั่นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์และสะอาดเข้าไป ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สดชื่น สบายมากขึ้นได้

40
หมอออนไลน์: สำลักอาหารหรือสิ่งแปลกปลอม (Choking/Foreign body aspiration)

1. เมื่อพบเด็กหรือผู้ใหญ่มีอาการสำลักอาหาร หรือสิ่งแปลกปลอมติดคอ ถ้ายังไอได้แรง ๆ พูดได้ และหายใจเป็นปกติ ซึ่งเป็นภาวะที่ยังไม่มีอันตรายร้ายแรง ควรรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที โดยไม่ต้องทำอะไร อย่าพยายามให้ความช่วยเหลือใด ๆ (เช่น ใช้นิ้วล้วงคอเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออก) เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนที่ลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ เป็นอันตรายได้

ระหว่างนั้นกระตุ้นบอกให้ผู้ป่วยไอไปเรื่อย ๆ อาจช่วยให้สิ่งที่สำลักหลุดออกมาได้ แม้ว่าหลุดออกมาแล้วก็ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจดูว่ามีสิ่งแปลกปลอมตกลงไปในหลอมลมหรือมีภาวะแทรกซ้อนอะไรหรือไม่

2. ถ้าพบว่าผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่ได้ หน้าเขียว ตัวเขียว เล็บเขียว ไอไม่ออก พูดไม่ออก ร้องไม่มีเสียง แสดงท่าใช้มือกุมที่ลำคอ แสดงว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจรุนแรง ให้รีบช่วยชีวิตด้วยการลงมือทำการปฐมพยาบาลทันทีพร้อม ๆ กับให้คนช่วยโทรแจ้งหน่วยรับเหตุฉุกเฉิน (โทร.191 หรือ 1669)

3. หลังจากแพทย์ให้การรักษาและกลับมาอยู่ที่บ้าน ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด หากมีอาการผิดปกติ (เช่น ไข้ ไอมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น) หรือสงสัยเกิดอาการแพ้ยา (เช่น เป็นลมพิษ ผื่นคัน) ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด


การปฐมพยาบาลผู้ที่มีภาวะฉุกเฉินจากการสำลัก

เมื่อพบเด็กหรือผู้ใหญ่มีอาการสำลักอาหาร หรือสิ่งแปลกปลอมติดคอ ถ้ายังไอได้แรง ๆ พูดได้ และหายใจเป็นปกติ ไม่ต้องทำอะไร แต่ควรรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที อย่าพยายามให้ความช่วยเหลือใด ๆ (เช่น ใช้นิ้วล้วงคอเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออก) เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนที่ลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ เป็นอันตรายได้

ถ้าผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่ได้ หน้าเขียว เล็บเขียว ไอไม่ออก พูดไม่ออก ร้องไม่ออก ควรรีบให้ความช่วยเหลือดังนี้


1. กรณีที่ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี

ก. ผู้ใหญ่และเด็กโต ใช้วิธี "รัดท้องอัดยอดอก (Heimlich maneuver หรือ abdominal thrust)" โดย

(1) ผู้ช่วยเหลือยืนข้างหลังผู้ป่วย ใช้แขน 2 ข้างโอบรอบเอวผู้ป่วย

(2) ผู้ช่วยเหลือใช้มือข้างที่ไม่ถนัดกำหมัด โดยเก็บนิ้วหัวแม่มือไว้ในกำปั้น แล้ววางกำปั้นไว้เหนือสะดือ (อยู่ใต้กระดูกอ่อน "ลิ้นปี่") ของผู้ป่วย โดยให้ด้านหัวแม่มืออยู่ติดกับหน้าท้องผู้ป่วย

(3) ผู้ช่วยเหลือใช้มืออีกข้างที่ถนัดจับมือที่กำหมัดไว้แล้ว จากนั้นผู้ช่วยเหลือรัดกระตุกแขนทั้งสองข้างเข้าหาลำตัว ทำการอัดมือที่กำหมัดไว้เข้าท้องแรงๆ เร็ว ๆ ในลักษณะเฉียงขึ้นไปข้างบนเพื่อเข้าไปในอก (ทำคล้ายกับจะพยายามยกตัวผู้ป่วยขึ้น)

(4) อัดหมัดเข้าท้องซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน จำนวน 5 ครั้ง ต่อหนึ่งยก ทำไปเรื่อย ๆ (ยกละ 5 ครั้ง) จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา ถ้าไม่หลุดและผู้ป่วยหมดสติ ให้การช่วยเหลือดัง "ข้อ 2 กรณีผู้ป่วยหมดสติ"

หมายเหตุ : สำหรับคนอ้วน ลงพุง หรือหญิงตั้งครรภ์ ให้ทำการช่วยเหลือคล้าย ๆ กัน แต่ควรวางมือตรงตำแหน่งที่สูงกว่าคนทั่วไป คือวางตรงลิ้นปี่ และอัดหมัดเข้ายอดอกแทน

กรณีอยู่ตามลำพัง ไม่มีผู้ช่วยเหลือ ให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเอง โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้


วิธีที่ 1

(1) กำหมัดข้างหนึ่งโดยเก็บนิ้วหัวแม่มือไว้ในกำปั้น แล้ววางกำปั้นไว้เหนือสะดือ โดยให้ด้านหัวแม่มืออยู่ติดกับหน้าท้อง

(2) ใช้มืออีกข้างจับมือที่กำหมัดไว้ แล้วก้มตัวให้มือที่วางไว้หน้าท้องนั้นกระทบขอบแข็ง ๆ ที่สามารถดันมือเข้าในท้องได้แรง ๆ (เช่น ขอบโต๊ะ ขอบเคาน์เตอร์ พนักพิงเก้าอี้ ขอบอ่างล้างมือ)

(3) หลังจากนั้น ก้มตัวลงแรง ๆ เพื่อกระแทกหมัดอัดเข้าท้องในลักษณะดันเฉียงขึ้นข้างบน ทำซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา
 

วิธีที่ 2

กระแทกหน้าท้องเข้ากับขอบแข็ง ๆ (เช่น ขอบโต๊ะ พนักพิงเก้าอี้) ทำซ้ำ ๆ จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา

ข. สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ให้ทำการช่วยเหลือ ดังนี้

(1) จับทารกนอนคว่ำบนแขน ให้ศีรษะต่ำลงเล็กน้อย

(2) ใช้ฝ่ามือตบลงตรงกลางหลังของทารก (ระหว่างกลางของสะบัก 2 ข้าง) เร็ว ๆ 5 ครั้ง

(3) ถ้าไม่ได้ผล จับทารกนอนหงายบนแขนให้ศีรษะต่ำ แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางบนกระดูกลิ้นปี่ แล้วกดหน้าอกลง (สักครึ่งถึง 1 นิ้ว) เร็ว ๆ 5 ครั้ง

(4) ถ้าไม่ได้ผล ให้ทำการ "ตบหลัง" 5 ครั้ง สลับกับ "กดหน้าอก" 5 ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุด (ถ้าหมดสติก็ให้การช่วยเหลือดัง "ข้อ 2 กรณีผู้ป่วยหมดสติ")
 

2. กรณีผู้ป่วยหมดสติ (ไม่รู้สึกตัว) ให้ทำการช่วยเหลือดังนี้

(1) จับผู้ป่วยนอนหงายลงบนพื้น

(2) เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยใช้มือยกคางขึ้นและกดศีรษะลง

(3) ตรวจในช่องปาก ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอมชัดเจน ให้ใช้นิ้วชี้ค่อย ๆ เขี่ยและเกี่ยวออกมา แต่ต้องระวังอย่าทำแรงหรือลึกเกินไป เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมหลุดลึกเข้าไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักเกิดกับเด็กเล็ก

ถ้าสิ่งแปลกปลอมอยู่ลึกเกินไป หรือมองสิ่งแปลกปลอมไม่เห็น ห้ามใช้นิ้วล้วง เพราะจะเกิดอันตรายได้

(4) ให้ทำการช่วยหายใจโดยการเป่าปาก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 วินาทีครึ่ง
 

(5) ทำการรัดท้องอัดยอดอก 6-10 ครั้ง ในท่านอนหงาย (สำหรับผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 1 ปี) หรือทำการตบหลัง 5 ครั้ง สลับกับกดหน้าอก 5 ครั้ง (สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี) ทำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมหลุด หรือผู้ป่วยหายใจเองได้
 

(6) ตรวจดูช่องปาก ทำการเขี่ยและเกี่ยวสิ่งแปลกปลอมออกตามข้อ (3)

(7) ถ้าสิ่งแปลกปลอมยังไม่ออก หรือผู้ป่วยยังหายใจไม่ได้ ให้ทำตามข้อ (4) ถึง (6) ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล

(8) ในกรณีที่หัวใจหยุดเต้น (คลำชีพจรไม่ได้) ให้ทำการเป่าปากและนวดหัวใจแทน จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล การนวดหัวใจโดยการกดหน้าอก อาจช่วยให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาได้ อย่าลืมคอยตรวจเช็กตามข้อ (3) เป็นระยะ
 


41
จัดฟันบางนา: ข้อควรรู้ ผู้สูงวัย ควรใช้ฟันปลอมแบบไหน จึงจะเหมาะสม

อย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า เมื่ออายุมากขึ้นสุขภาพช่องปากก็จะเริ่มอ่อนแอขึ้นมีโรคต่างๆเข้ามามากขึ้น เนื่องจากว่าฟันแท้ตามธรรมชาติที่มีเพียงชุดเดียวต้องใช้มาทั้งชีวิต ก็อาจจะเริ่มอ่อนแอลงจึงจำเป็นต้องดูแลให้มากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะหากว่าสุขภาพฟันมีปัญหา จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายด้วย เนื่องจากทำให้รับประทานอาหารไม่ได้ ทำให้เบื่ออาหารตามมา ส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันหมดในร่างกาย สำหรับผู้สูงวัยที่สูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติเพียงชุดเดียวไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการรักษาโดยด่วน และวิธีรักษาที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการใส่ฟันปลอมนั่นเอง

ซึ่งในวันนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับพฤติกรรมในการใส่ฟันปลอมของผู้สูงวัยที่เราๆท่านๆหลายๆคนอาจจะไม่ทราบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผู้ใหญ่ให้ดูแล โดยนอกจากจะช่วยให้ช่องปากของท่านผู้ใหญ่ดูดีแข็งแรงแล้ว ยังช่วยเรื่องสุขภาพได้อีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ผู้สูงวัยกับสุขภาพช่องปาก ?

ต้องขอบอกเลยว่าผู้สูงวัยในปัจจุบันที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไปยังคงมีความเชื่อแบบเก่าๆว่า ฟันหลุดร่วงก็เป็นไปตามอายุขัย ไม่มีทางป้องกันได้เพราะใช้งานมานานก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติ จึงทำให้เกิดการละเลยในการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก

จากการศึกษาได้พบว่า ในผู้สูงวัย ร้อยละ 70 ประสบปัญหาไม่มีฟันบดเคี้ยวอาหาร ทางเลือกที่ดีที่สุดเมื่อเข้าพบทันตแพทย์ก็คือ การใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ เพราะ ถือว่าเป็นการทดแทนฟันแท้ตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยเรื่องความสวยงามในช่องปากของผู้สูงวัยอีกด้วย


ฟันปลอม แบบไหนเหมาะสมกับผู้สูงวัย ?

ต้องขอบอกเลยว่าในสมัยนี้ “ฟันปลอม” หรือทางทันตกรรมจะเรียกว่า “ฟันเทียม” ถูกผลิตออกมาตามความเหมาะสมมากมายหลายรูปแบบ โดยมีทั้ง ถอดได้ ถอดไม่ได้ ถาวร หรือ ชั่วคราว

โดยในกลุ่มของผู้สูงวัยนั้น ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักจะแนะนำให้ใช้ฟันปลอมแบบถอดได้ นอกจากว่าผู้สูงวัยท่านนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพทำให้ดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองไม่ได้ หรือเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทที่เกี่ยวเนื่องกับช่องปาก ทันตแพทย์จะไม่แนะนำให้ใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ เพราะอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี จึงแนะนำให้ใช้ฟันปลอมแบบติดแน่น ไม่สามารถถอดได้ เนื่องจากผู้สูงวัยจะสามารถปรับตัวได้ง่ายกว่าการใส่ฟันปลอมแบบถอดได้


จะเกิดอะไรขึ้น หากไม่ใส่ฟันปลอมในผู้สูงวัย ?

สำหรับในผู้สูงวัยการไม่ใส่ฟันปลอมนั้นอาจจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงกว่าในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากว่าในผู้สูงวัยมีสุขภาพร่างกายและสุขภาพช่องปากที่อ่อนแอมากกว่า

ซึ่งหากว่าท่านสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติแล้วไม่ทำการใส่ฟันปลอมอาจจะส่งผลให้เหงือกอักเสบ เนื่องจากว่าเศษอาหารที่รับประทานอาจกระแทกที่เหงือกบริเวณที่สูญเสียฟัน หากว่าไม่ทำการรักษาอาจส่งผลรุนแรงกลายเป็นโรคปริทันต์ได้อีกด้วย ผลสุดท้ายอาจจะทำให้ท่านสูญเสียฟันรอบข้างไปอีกด้วย

นอกจากนี้การที่สูญเสียฟันหน้า อาจจะส่งผลให้เกิดการพูดและออกเสียงที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้มีปัญหาด้านบุคลิก และหน้าที่การงาน ขาดความมั่นใจ รอยยิ้มไม่เป็นธรรมชาติ และที่สำคัญเลยเมื่อไหร่ที่ฟันหายไปหนึ่งซี่จะทำให้เกิดช่องว่าง ทำให้ฟันซี่อื่นๆจะเกิดการล้มตามมาหากว่าไม่รีบทำการรักษาหรือใส่ฟันปลอม


ข้อดี-ฟันปลอมชนิดถอดได้ ?

ทันตแพทย์จะแนะนำให้ผู้สูงวัยใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ เนื่องจากว่าในปัจจุบันฟันปลอมแบบถอดได้ มีการใช้วัสดุที่แข็งแรงแตกหักได้ยาก และสามารถซ่อมแซมได้ง่าย จึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดให้เสี่ยงอันตรายเนื่องจากผู้สูงอายุอาจจะมีโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ง่าย

แถมการดูแลฟันปลอมแบบถอดได้นั้นก็ถือว่าง่ายดายไม่ยุ่งยาก เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีอายุมาก หรืออยู่ในวัยสูงอายุ โดยทำการถอดมาทำความสะอาดเพียงแค่วันละครั้งก่อนนอนเท่านั้น เพื่อขจัดเศษคราบอาหารที่รับประทานมาทั้งวัน และทำการแช่น้ำสะอาดไว้ในกล่องที่ปิดมิดชิด เมื่อตื่นนอนทำความสะอาดช่องปากเสร็จเรียบร้อยก็นำมาใส่เท่านั้นเอง

42
รถกระบะรับจ้างขอนแก่น ใครที่กำลังต้องการจะใช้บริการ ติดต่อสอบถามมาได้

มาแล้วจ้าสำหรับ รถรับจ้างขนของขอนแก่น ทุกงานบริการเราพร้อมที่จะให้ แก่ลูกค้าทุกคนที่ต้องการขนย้ายของ ไม่ว่าคุณจะ ย้ายหอ ย้ายสำนักงาน ขนของย้ายบ้าน ขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ ขนย้ายสินค้า อุปโภคบริโภค อุปกรณ์ก่อสร้าง ไซต์งานก่อสร้าง หรือจะขนย้ายอื่นๆ เราก็มีความพร้อม ที่จะให้บริการท่านตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยประสบการณ์และความชำนาญที่ยาวนานกว่า 15 ปี เราบริการลูกค้าทุกระดับ เต็มความประทับใจ มี พนักงานยกของ  จำนวนมากไว้คอยบริการลูกค้าทุกจุดทุกพื้นที่ในประเทศไทย

พื้นที่ที่เราให้บริการ รถรับจ้างราคาถูก รถรับจ้างเที่ยวกลับ ตอนนี้เราให้บริการในช่วงเทศกาลปีใหม่ เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมกราคม เรามีรถเที่ยวกลับจำนวนมากไว้คอยบริการลูกค้า แต่ก็ยังมีจำนวนจำกัด เนื่องจากว่าในช่วงเทศกาลดังกล่าวนี้มีผู้เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ดังนั้นสำหรับใครที่มีแผนจะขนย้ายของที่แน่นอน ท่านต้องรีบจอง รถขนของราคาถูก นี้เป็นการด่วน เพื่อที่ท่านจะได้ประหยัดต้นทุนค่าขนย้าย หากท่านติดขัดประการใดยังไง

โทรมาคุยปรึกษากันก่อนเรามี รถรับจ้างขนของราคาถูก ไปคอยบริการอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยไม่ว่าคุณต้องการที่จะขนย้ายไปยังจังหวัดไหน เราก็พร้อมที่จะให้บริการท่าน ได้อย่างไม่มีปัญหา สามารถพูดคุยโทรติดต่อกับเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ดูแลท่านได้เลยทันที สงสัยอะไรสอบถามได้ เรามีคำตอบและมีการวางแผนดีๆไว้ให้กับท่าน อย่างแน่นอน

    รถรับจ้างอำเภอเมืองขอนแก่น
    รถรับจ้างอำเภอกระนวน   
    รถรับจ้างอำเภอเขาสวนกวาง
    รถรับจ้างอำเภอโคกโพธิ์ไชย 
    รถรับจ้างอำเภอชำสูง           
    รถรับจ้างอำเภอชนบท
    รถรับจ้างอำเภอชุมแพ
    รถรับจ้างอำเภอน้ำพอง
    รถรับจ้างอำเภอบ้านไผ่
    รถรับจ้างอำเภอบ้านฝาง
    รถรับจ้างอำเภอเปือยน้อย
    รถรับจ้างอำเภอพล
    รถรับจ้างอำเภอพระยืน
    รถรับจ้างอำเภอภูเวียง
    รถรับจ้างอำเภอภูผาม่าน
    รถรับจ้างอำเภอมัญจาคีรี
    รถรับจ้างอำเภอแวงน้อย
    รถรับจ้างอำเภอแวงใหญ่
    รถรับจ้างอำเภอสีชมพู
    รถรับจ้างอำเภอหนองสองห้อง
    รถรับจ้างอำเภอหนองเรือ
    รถรับจ้างอำเภอหนองนาคำ
    รถรับจ้างอำเภออุบลรัตน์
    รถรับจ้างอำเภอโนนศิลา
    รถรับจ้างอำเภอแฮด

อย่าลืมนะหากท่านสนใจที่จะใช้บริการ รถกระบะรับจ้างขนของ รถ6ล้อรับจ้าง รถหกล้อรับจ้างย้ายบ้าน รถรับจ้างขนของ ขนย้ายของ ขนย้ายออฟฟิศ ขนย้ายสำนักงาน ขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ ขนย้ายเครื่องจักร รถสิบล้อรับจ้าง รถเทลเลอร์รับจ้าง รถเฮี๊ยบรับจ้าง หรือ รถรับจ้างอื่นๆทั่วไป เราพร้อมที่ให้บริการท่านได้อย่างไม่มีปัญหาทุกงานบริการ จะย้ายหอย้ายบ้าน ย้ายอะไรก็ตามแต่ โทรเข้ามาปรึกษากับเราได้เลยทันทีเรายินดีให้บริการท่านตลอด 24 ชั่วโมง

เราอยากให้คุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง กับทีมงานขนส่งกับเราเรามีความมั่นใจว่าจะให้บริการ ท่านและให้คำแนะนำท่านได้เป็นอย่างดีที่สุดจากประสบการณ์แต่การทำงานของเราขอบคุณลูกค้าทุกท่าน
ผู้ที่เข้ามาใช้บริการรายเก่าและรายใหม่ เรามีความสุขและมีความดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับโอกาสเข้าไปรับใช้ท่าน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 นี้เราขอให้ลูกค้าทุกคน จงมีแต่ความสุขความเจริญ คิดสิ่งใดขอให้ได้สมดังปรารถนา กิจการรุ่งเรือง มั่งคั่ง สุขภาพร่างกายแข็งแรง

ตลอดปีและตลอดไป รถรับจ้างขนย้ายของขนส่ง ขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูง
ไม่ว่าคุณจะต้องการใช้บริการรถประเภทไหน งานอะไร เช่น งานขนย้ายบ้าน ย้ายกล่องสินค้า ย้ายสินค้าบริโภค วนใหญ่ก็จะเป็น รถกระบะรับจ้าง ทั้งแบบตู้ทึบและแบบคอกสูง เช่นเดียวกันกับ รถหกล้อรับจ้าง ทั้งแบบตู้ทึบและแบบคอกสูง ส่วนถ้างานใหญ่ๆ ก็ต้องยกให้ให้  รถบรรทุกรับจ้าง รถเครนรับจ้าง รถเฮียบรับจ้าง รถเทรนเลอร์รับจ้าง รถขนส่งรับจ้าง เป็นต้น เมื่อคิดถึงรถ

ขอให้คุณนึกถึงเรา โทรมาหาเราเลยสิ เราพร้อมรอสายคุณตลอด 24 ชั่วโมง และยินดีให้บริการแก่คุณตลอดเวลา เลือกใช้บริการรถรับจ้างของเราแล้วคุณจะไมผิดหวัง แถมยังได้ความประทับใจจากการบริการที่ดีของเรากลับไปอีกด้วย
ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 นี้ ทางเราได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของ รถรับจ้าง ที่จะเข้ามาให้บริการลูกค้า เป็นอย่างดี เพื่อต้องการที่จะ สนับสนุนงานขนย้ายให้กับลูกค้าได้ทุกประเภท เราเตรียมความพร้อมในเรื่องของ คุณภาพของรถ

ประสิทธิภาพของรถ และพนักงานยกของ จำนวนมากมาย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขาดตกบกพร่องในระหว่างการให้บริการลูกค้าทุกคน ซึ่งจากประสบการณ์และการทำงานของเราโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันสำคัญ เรารู้ดีอยู่แล้วว่าจะต้องมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก เพราะบางคนต้องการที่ย้ายที่อยู่ กลับต่างจังหวัด ย้ายงานใหม่ ขนย้ายบ้าน หรือย้ายออฟฟิศ ต่างมีความจำเป็นเป็นอย่างมากที่จะใช้บริการ รถรับจ้างขนย้ายของจังหวัดขอนแก่น เข้าไปให้บริการดังนั้น


รถรับจ้างขนของขอนแก่น เราจึงมีการวางแผนที่ดีให้กับลูกค้าจากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปี เราให้บริการลูกค้า เป็นจำนวนมาก และเราจะรู้ถึง ปัญหา และการแก้ไขปัญหาในระหว่างหน้างานที่เราให้บริการในช่วงเทศกาลวันสำคัญ ได้เป็นอย่างดี เพื่อนคนไหนที่ต้องการจะใช้บริการสามารถ ตรวจเช็คราคาค่าขนย้าย หรือจะขอมาพูดคุยรายละเอียด ขอคำแนะนำงานขนย้ายต่างๆกับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านช่องทาง LINE เว็บไซต์ หรือ เบอร์โทรได้


43
5 ไอเดียคัดเน้นๆ ของตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลโมเดิร์น

การแต่งบ้านสไตล์ มินิมอลโมเดิร์น (Minimalist Modern) คือการผสมผสานความเรียบง่าย สะอาดตาของมินิมอล เข้ากับความทันสมัย เส้นสายที่คมชัด และวัสดุที่ดูพรีเมียมของโมเดิร์นได้อย่างลงตัวค่ะ สไตล์นี้จะเน้นฟังก์ชันการใช้งาน ความโปร่งโล่ง และความสวยงามที่เกิดจากรูปทรงและวัสดุ ลองมาดู 5 ไอเดียเน้นๆ ของตกแต่งบ้านสไตล์นี้กันค่ะ

หลักการสำคัญของสไตล์มินิมอลโมเดิร์น
เส้นสายสะอาดตา: เน้นรูปทรงเรขาคณิต เส้นตรง หรือเส้นโค้งที่เรียบง่าย ไม่มีลวดลายซับซ้อน

โทนสีสุขุม: ใช้สีกลางๆ เป็นหลัก เช่น ขาว เทา เบจ ดำ หรือสีน้ำตาลของไม้ธรรมชาติ อาจมีสีเน้นเพียงเล็กน้อย

วัสดุคุณภาพ: เลือกใช้วัสดุที่ดูดีและทนทาน เช่น ไม้เนื้อแข็ง โลหะ (เหล็ก สเตนเลส ทองเหลือง) แก้ว คอนกรีต หรือหินอ่อน

ฟังก์ชันการใช้งาน: ทุกชิ้นต้องมีประโยชน์ใช้สอย ไม่ใช่แค่สวยงามอย่างเดียว

ความโปร่งโล่ง: จัดวางโดยเว้นพื้นที่ว่าง เพื่อให้ห้องดูไม่อึดอัด


5 ไอเดียคัดเน้นๆ ของตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลโมเดิร์น


1. แจกันดีไซน์เรียบหรู (Minimalist Modern Vase)

แจกันเป็นของตกแต่งชิ้นสำคัญที่สามารถยกระดับพื้นที่ได้ทันที แม้จะไม่มีดอกไม้ก็ตาม

ลักษณะ: เลือกแจกันที่มี รูปทรงเรขาคณิตที่โดดเด่น เช่น ทรงกระบอกสูงเพรียว ทรงกลมแบน ทรงสี่เหลี่ยม หรือรูปทรงนามธรรมที่เกิดจากเส้นสายที่คมชัด

วัสดุ: เน้น เซรามิก ผิวด้าน (Matte Finish) สีขาว เทา ดำ หรือเบจ, แก้วใส หรือ แก้วสีชา/เทา ที่มีรูปทรงเฉพาะตัว, หรือ โลหะ สีดำด้าน ทองเหลืองรมดำ หรือสเตนเลสสตีล

การจัดวาง: วางเดี่ยวๆ บนโต๊ะกลาง โต๊ะข้าง หรือชั้นวางของ ใส่ดอกไม้เพียง 1-2 ดอก เช่น กล้วยไม้ กิ่งไม้แห้ง หรือใบไม้สีเขียวทรงสวย เพื่อเน้นความงามของแจกัน


2. โคมไฟโครงสร้างโลหะ/ไม้ (Architectural Lighting)

โคมไฟในสไตล์มินิมอลโมเดิร์นทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งกำเนิดแสงและงานศิลปะในตัวเอง

ลักษณะ: เลือกโคมไฟตั้งโต๊ะ ตั้งพื้น หรือโคมไฟแขวน ที่มี โครงสร้างเป็นเส้นสายโลหะบางๆ หรือ ไม้เนื้อแข็งดีไซน์เรียบง่าย

วัสดุ: โลหะ สีดำด้าน สีขาวด้าน สเตนเลสสตีล ทองเหลืองรมดำ หรือ ไม้เนื้ออ่อน/แข็ง ที่ขัดเงาเรียบ

รูปทรง: อาจเป็นทรงเรขาคณิตที่ชัดเจน หรือมีกิมมิคเล็กๆ ที่การจัดวางองศาของแสง

แสง: ควรให้แสงสี Warm White เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและผ่อนคลาย


3. งานศิลปะนามธรรม/ภาพวาดเส้น (Abstract Art / Line Art)

งานศิลปะที่เรียบง่ายแต่มีความหมายลึกซึ้ง จะช่วยเติมเต็มผนังที่ว่างเปล่าให้มีชีวิตชีวา

ลักษณะ: เลือกภาพวาด Abstract ที่เน้นองค์ประกอบของสี รูปทรง หรือเท็กซ์เจอร์ที่ไม่ซับซ้อน, หรือ ภาพวาดเส้น (Line Art) ที่ใช้เส้นเพียงไม่กี่เส้นสร้างสรรค์รูปทรงต่างๆ

โทนสี: เน้นสีขาว ดำ เทา หรือสีเอิร์ธโทน อาจมีสีสันสดใสเพียงเล็กน้อยเพื่อเป็นจุดเด่น

กรอบ: ใช้ กรอบรูปบางๆ สีดำ สีขาว สีไม้ธรรมชาติ หรือกรอบโลหะ เพื่อไม่ให้แย่งซีนตัวงานศิลปะ

การจัดวาง: แขวนบนผนังโล่งๆ เพียง 1-2 ชิ้น โดยเว้นพื้นที่ว่างรอบๆ ให้มาก เพื่อให้งานศิลปะได้ "หายใจ"


4. ถาด/กล่องเก็บของดีไซน์เรียบ (Minimalist Storage Trays/Boxes)

การจัดระเบียบคือหัวใจของมินิมอล และของใช้เหล่านี้ต้องสวยงามพอที่จะเป็นของตกแต่งได้ด้วย

ลักษณะ: เลือกถาดหรือกล่องเก็บของที่มี รูปทรงเรขาคณิตที่ชัดเจน ไม่มีลวดลายเยอะ เน้นความเรียบเนียนของพื้นผิว

วัสดุ: หินอ่อน โลหะ (ทองเหลือง สเตนเลสสตีล) ไม้เนื้อแข็ง หรือ เซรามิก

การใช้งาน: วางบนโต๊ะกาแฟ โต๊ะทำงาน หรือโต๊ะเครื่องแป้ง เพื่อรวมของใช้เล็กๆ น้อยๆ เช่น รีโมท กุญแจ เครื่องประดับ หรือเครื่องเขียน ให้ดูเป็นระเบียบและสวยงาม

5. ต้นไม้ฟอร์มสวยในกระถางมินิมอล (Sculptural Plants in Minimalist Pots)
ต้นไม้ช่วยเพิ่มความสดชื่นและชีวิตชีวาให้กับห้อง โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีรูปทรงเฉพาะตัว

ลักษณะ: เลือกต้นไม้ที่มี ฟอร์มสวยงาม หรือมี ใบที่โดดเด่น เช่น ต้นยางอินเดีย, มอนสเตอร่า, ลิ้นมังกร (ทรงสูง), ต้นไทรใบสัก หรือกระบองเพชรฟอร์มสวย

กระถาง: ใส่ใน กระถางเซรามิก ผิวด้านเรียบ สีขาว เทา ดำ หรือกระถาง คอนกรีต/ปูนเปลือย ทรงเรขาคณิตที่ไม่มีลวดลาย

การจัดวาง: วางบนพื้นมุมห้อง ใกล้หน้าต่าง หรือบนโต๊ะข้าง เพื่อให้เป็นจุดสีเขียวที่โดดเด่น

การเลือกของตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลโมเดิร์น คือการใส่ใจในรายละเอียดของวัสดุ รูปทรง และคุณภาพ เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา และใช้งานได้จริงในทุกวันค่ะ

44
“เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ” ปัญหาสุขภาพแฝงที่ตามมาหลังการติดเชื้อcovid-19

อย่างที่เราทราบกัน ว่า Covid-19 ส่งผลกระทบให้เกิดกระบวนการอักเสบได้ทั่วทั้งร่างกาย รวมถึงปัญหาสุขภาพทางเพศของผู้ชาย เนื่องจากเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ได้เข้าไปทำลายเซลล์บุผนังหลอดเลือด ระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ควบคุมอวัยวะสืบพันธุ์ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางเพศและความสามารถในการเจริญพันธุ์ โดยส่งผลต่อการทำงานของอัณฑะ การสร้างอสุจิ และการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งเทสโทสเตอโรนเป็นฮอร์โมนสำคัญของเพศชาย ทำให้มีความต้องการทางเพศลดลง รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนโลหิต ซึ่งมีผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศอีกด้วย โดยผลกระทบดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในระยะชั่วคราว และระยะถาวร

นอกจากนี้ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตใจ การมีภาวะความเครียดที่รุนแรง อารมณ์แปรปรวน ก็ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้เช่นกัน โดยจากการศึกษา พบว่า มีผู้ป่วยประมาณ 64.7% ที่หายจากการติดเชื้อโควิด-19 มีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศโดยทั่วไป โดยปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเรียกกันว่าอาการ “นกเขาไม่ขัน” (Erectile dysfunction: ED) สามารถแบ่งระดับอาการได้ดังนี้

    อาการนกเขาไม่ขันระดับเล็กน้อย 45.1%
    อาการนกเขาไม่ขันระดับปานกลาง 15.7%
    อาการนกเขาไม่ขันระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง 3.9%

(การศึกษากลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยชายไทยที่ติดเชื้อ Covid-19 จำนวน 153 ราย)

“นกเขาไม่ขัน” คุณกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่หรือไม่?

ปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือ นกเขาไม่ขัน (ED) คือ ภาวะที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถคงตัวไว้ได้ในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรละเลย เช็กสัญญาณเตือนอาการนกเขาไม่ขัน

ความต้องการทางเพศลดลง หรืออาจไม่มีความต้องการทางเพศเลย
ไม่สามารถตอบสนองได้ แม้ว่าจะได้รับการกระตุ้นหรือการเล้าโลมแล้ว
มีอาการหลั่งเร็วกว่าเดิม โดยอาจพบได้ในผู้ที่เริ่มมีอาการในระยะแรก
ตอนรุ่งเช้า เริ่มสังเกตว่ามีอาการนกเขาไม่ขันเหมือนเดิม นั่นอาจเป็นอาการเตือนว่าคุณเริ่มมีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ


นกเขาไม่ขัน ทำอย่างไรดี?

Covid-19 เข้าไปส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทำให้หลอดเลือดได้รับความเสียหาย อัณฑะเกิดการอักเสบ เกิดพังผืดขึ้นที่บริเวณปอด ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหาสุขภาพทางเพศดังกล่าว หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ โดยหากมีสาเหตุมาจากความเครียด ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง พยายามผ่อนคลาย ลดความเครียด และหมั่นดูแลสุขภาพของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

หากใครที่เคยติดเชื้อโควิด-19 และพบว่าตนเองมีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ สามารถมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และวางแผนเพื่อการรักษาการต่อไป

อาการแบบนี้ สงสัย “ลองโควิด” ถามหา ภาวะลองโควิด (Long Covid) ส่งผลกระทบให้เกิดการอักเสบทั่วทั้งร่างกาย ผู้ป่วยยังคงมีอาการหลงเหลือแม้จะหายจากโควิดมาแล้วกว่า 1 เดือน


45
การจัดฟันเด็ก ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

การจัดฟันในเด็ก ถือเป็นนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะในปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของบุตรหลานกันมากขึ้น เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองได้เล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพช่องปากและฟัน จึงพาเด็กไปเข้ารับการจัดฟันตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งการจัดฟันในเด็กนั้น ก็มีข้อดีหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปร่างของฟัน ที่จะทำให้ฟันเข้าที่หรืออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ปรับโครงสร้างของใบหน้าให้เข้าที่มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสบฟันที่ดีขึ้น และการบดเคี้ยวอาหารที่ดีกว่าเดิม ทำให้เด็กสามารถทำความสะอาดช่องปากและฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งส่งผลทำให้เด็กมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีมากขึ้น ป้องกันปัญหาฟันผุ อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดสนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟัน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาทันตแพทย์ที่คลินิกได้ เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์อย่างยาวนานในด้านการจัดฟันในเด็ก และมีเครื่องมือการรักษาที่ทันสมัย รับรองได้ว่า จะมีความปลอดภัยและทำให้ฟันของบุตรหลานของท่านสวยงามขึ้นอย่างแน่นอน

และวันนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางสำหรับเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากจะพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการรักษาด้วยการจัดฟัน

ซึ่งขั้นตอนการเตรียมตัวของเด็กก่อนที่จะเข้ารับการจัดฟันนั้น อย่างแรกเลยก็คือ การสร้างทัศคติที่ดีเกี่ยวกับการทำฟันให้เด็กๆ เพื่อที่จะช่วยลดความกังวลที่จะเข้าพบทันตแพทย์และเป็นการช่วยปลูกฝังในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีให้กับเด็กๆ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากเด็กหลายคนมีความกลัวที่จะต้องเข้ารับการตรวจฟัน ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ยอมไปเข้ารับการตรวจฟัน อาจจะทำให้เด็กที่สุขภาพช่องปากและฟันที่ไม่ดีได้ ต่อมาถึงขั้นตอนของการเข้ารับการจัดฟัน  ทันตแพทย์จะทำการทำประวัติผู้เข้ารับการจัดฟัน ซึ่งประกอบด้วย วิธีการพิมพ์ปากเพื่อสร้างแบบจำลองฟัน ทั้งที่เป็นแบบปูนหรือแบบดิจิตอล

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 70